| | | | |

Undetectable แล้วไม่ป้องกันได้ไหม ปลอดภัยจริงไหม?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด หรือ “U=U” ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการแพทย์และสาธารณสุข โดยคำว่า “Undetectable” หมายถึงการที่ปริมาณไวรัส HIV ในเลือดของผู้ติดเชื้อลดต่ำจนไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ติดเชื้อได้รับการบำบัดด้วยยาต้านไวรัส (ART) อย่างสม่ำเสมอ แนวคิด U=U เป็นที่ยอมรับทางวิทยาศาสตร์ว่า ผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบ ไม่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ อย่างไรก็ตาม คำถามที่หลายคนยังคงสงสัยคือ ถ้าไวรัสตรวจไม่พบแล้ว สามารถมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยได้ไหม และมันปลอดภัยจริงหรือ?

แนวคิด U=U คืออะไร?

“Undetectable = Untransmittable” หรือ “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” เป็นแนวคิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ โดยหมายความว่า หากผู้ติดเชื้อ HIV สามารถลดปริมาณไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบ จะไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ HIV ให้กับคู่นอน งานวิจัยหลายชิ้น เช่น การศึกษาขนาดใหญ่จากโครงการ PARTNER และ HPTN 052 ได้แสดงให้เห็นว่า คู่รักที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ไม่ตรงกัน (หนึ่งคนมีเชื้อ อีกคนไม่มีเชื้อ) เมื่อผู้ที่ติดเชื้อสามารถควบคุมระดับไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบได้ ไม่มีการแพร่เชื้อ HIV เกิดขึ้นเลย แม้ว่าจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การศึกษาจากโครงการ PARTNER ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในการตรวจสอบเรื่อง U=U ได้ติดตามคู่รักหลายพันคู่ทั่วโลกที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ต่างกัน และพบว่าในกรณีที่ผู้ติดเชื้อ HIV มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบ ไม่มีการแพร่เชื้อ HIV เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย การศึกษานี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่า U=U เป็นความจริงที่สามารถเชื่อถือได้

การใช้ถุงยางอนามัยกับ Undetectable ปลอดภัยจริงหรือ?

แม้ว่า U=U จะยืนยันได้ว่าผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบจะไม่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้ แต่คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ การตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยจะปลอดภัยจริงหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) อื่นๆ และความเสี่ยงจากการขาดความสม่ำเสมอในการรับยา

Undetectable นั้นวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว

จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน แนวคิด U=U ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เมื่อผู้ติดเชื้อ HIV มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบในเลือดนานกว่า 3-6 เดือน (Undetectable) และมีการติดตามการรับยาต้านไวรัส (ART) อย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อจะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ (Untransmittable) แม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม การวิจัยหลัก เช่น:

  • โครงการ PARTNER: โครงการนี้ติดตามคู่รักที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ไม่ตรงกันกว่า 1,000 คู่ พบว่าไม่มีกรณีใดเลยที่เกิดการแพร่เชื้อ HIV จากผู้ที่มีไวรัสในระดับตรวจไม่พบไปยังคู่นอนของพวกเขา แม้ว่าจะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม
  • โครงการ HPTN 052: เป็นอีกหนึ่งการศึกษาใหญ่ที่ยืนยันเช่นเดียวกันว่า หากผู้ติดเชื้อสามารถลดปริมาณไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบ การแพร่เชื้อ HIV จะไม่เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย

ทำไมยังต้องใช้ถุงยางอนามัย?

แม้ U=U จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบจะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ได้ แต่การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญด้วยเหตุผลดังนี้:

  1. ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ: ถึงแม้ U=U จะป้องกันการแพร่เชื้อ HIV ได้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ เช่น หนองใน, ซิฟิลิส, ไวรัสตับอักเสบ หรือเริม ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการแพร่เชื้อโรคเหล่านี้
  2. ความสม่ำเสมอในการรับยา: การรักษาระดับปริมาณไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบต้องอาศัยการรับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ หากมีการหยุดรับยา ลืมกินยา หรือขาดการรักษา ปริมาณไวรัสอาจกลับมาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อ HIV ได้อีก การใช้ถุงยางอนามัยยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยในการป้องกันเหตุการณ์นี้
  3. ป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว: การตรวจปริมาณไวรัส HIV เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ แม้ปริมาณไวรัสจะต่ำจนตรวจไม่พบ แต่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยในช่วงที่ไม่ได้ตรวจปริมาณไวรัสหรือในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการรับยา อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้

U=U ใช้ได้กับทุกคนหรือไม่?

Undetectable เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับผู้ติดเชื้อ HIV ที่สามารถลดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อ HIV จะสามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายได้ถึงระดับนี้ทันที กระบวนการลดไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบต้องอาศัยการรักษาที่สม่ำเสมอ บางคนอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะถึงระดับนี้ และมีบางกรณีที่ร่างกายของผู้ติดเชื้อไม่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ทำให้ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ถึงระดับที่ตรวจไม่พบ

ข้อควรพิจารณาสำหรับการไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การตัดสินใจที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยในบริบทของ U=U ควรพิจารณาหลายแง่มุม:

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ: การไม่มี HIV ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การใช้ถุงยางอนามัยยังคงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคอื่นๆ ที่สามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์
  • การสื่อสารระหว่างคู่รัก: ความเข้าใจร่วมกันในสถานะสุขภาพของทั้งสองฝ่ายมีความสำคัญ ทั้งในเรื่องการตรวจปริมาณไวรัส HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
  • ความมั่นใจในสถานะสุขภาพ: คู่รักควรตรวจสอบสุขภาพเป็นประจำ และปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยในความสัมพันธ์

ผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ได้ แม้จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะไม่ใช้ถุงยางอนามัยควรพิจารณาถึงความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และความสม่ำเสมอในการรับยาต้านไวรัส

แม้ U=U จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความกังวลในการแพร่เชื้อ HIV แต่การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและครอบคลุมที่สุดในการป้องกันทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และ HIV โดยการสื่อสารและการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คู่รักสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

Similar Posts

  • ยา เพร็พ (PrEP) คืออะไร ? คู่มือสุขภาพป้องกัน HIV

    ในยุคปัจจุบันที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญต่อสังคม การป้องกันล่วงหน้าเป็นหนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ยา เพร็พ (PrEP) จึงถูกพัฒนาและนำมาใช้ในวงการสาธารณสุขทั่วโลก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับยาเพร็พอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีการใช้ ประโยชน์ ผลข้างเคียง ตลอดจนการเข้าถึงบริการในประเทศไทย เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและดูแลสุขภาพได้อย่างมืออาชีพ ความหมายและความสำคัญของ ยาเพร็พ ประเภทของยาเพร็พและแนวทางการใช้ เพร็พมี 2 รูปแบบหลัก คือ เพร็พรายวัน และ เพร็พแบบตามความเสี่ยง เพร็พรายวัน คือ การรับประทานยาเป็นประจำทุกวัน เพื่อสร้างระดับยาคงที่ในร่างกาย เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง ส่วนเพร็พแบบตามความเสี่ยง ใช้เฉพาะช่วงที่คาดว่าจะมีความเสี่ยง โดยต้องรับประทานยาตามสูตร และช่วงเวลาที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ก่อนเริ่มใช้ยาเพร็พ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจหาเชื้อ HIV รวมถึงตรวจการทำงานของตับและไต หากผลตรวจผ่านเกณฑ์ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ผลข้างเคียงของยาเพร็พและการดูแลตัวเอง การใช้ยาเพร็พโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัย และได้รับการยอมรับว่ามีผลข้างเคียงน้อย แต่ในบางรายอาจพบอาการข้างเคียงเล็กน้อยในช่วงเริ่มต้น เช่น อาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือท้องเสีย ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะค่อย ๆ หายไปภายในไม่กี่สัปดาห์ เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวกับยา…

  • รักษาซิฟิลิส ไม่ต่อเนื่อง เสี่ยงอันตราย

    ว่าด้วยเรื่องของการ รักษาซิฟิลิส เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรง และสามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย โดยมีอาการที่ไม่ค่อยแสดงออกมา แต่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นการ รักษาซิฟิลิส จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดได้อย่างแน่นอน ความสำคัญของการ รักษาซิฟิลิส ในบางกรณีอาจพบอาการแสดงอื่นๆ เช่น ผื่นขึ้นที่ผิวหนังหรืออาการเจ็บคอ การรักษาโรคซิฟิลิสจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียและความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปแล้วการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก แต่ในกรณีที่เกิดภาวะที่รุนแรงอาจต้องใช้การรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเฉพาะทางได้ ดังนั้น หากมีอาการของโรคซิฟิลิส ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาซิฟิลิส ที่ถูกต้องและทันเวลา การตรวจ รักษาซิฟิลิส ในห้องปฏิบัติการ การตรวจโรคซิฟิลิส สามารถทำได้โดยใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยหลักการจะเป็นการเพาะเชื้อจากตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ เช่น สารอาหาร อุจจาระ หรือเลือด โดยเชื้อจะถูกเพาะบนสื่อเลี้ยงเชื้อ และจะต้องรอให้เชื้อขยายพันธุ์เพียงพอเพื่อทำการวิเคราะห์ วิธีการ รักษาซิฟิลิส การรักษาโรคซิฟิลิส จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และสถานะของผู้ป่วย โดยภาพรวมแล้วการรักษาโรคซิฟิลิส จะประกอบไปด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม เพื่อกำจัดเชื้อ และการรักษาโรคแทรกซ้อนหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้ร่วมด้วย ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาโรคซิฟิลิส เป็นแอนติไบโอติก ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง ที่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ แต่วิธีการใช้ยาและเวลาที่จะต้องใช้ในการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณเชื้อ อาการของโรค…

  • |

    โรคเอดส์ ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ป้องกันได้ รักษาได้

    “โรคเอดส์” หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินมาตั้งแต่อดีต และในบางครั้งยังถูกใช้อย่างคลาดเคลื่อน จนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ซึ่งเป็นไวรัสต้นเหตุของโรคเอดส์อย่างแท้จริง บางคนเข้าใจว่า HIV และเอดส์คือสิ่งเดียวกัน หรือเข้าใจว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้และต้องเสียชีวิตในเวลาอันสั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคเอดส์ อย่างถูกต้อง แยกให้ออกระหว่างการติดเชื้อ HIV กับการเป็นเอดส์ พร้อมทั้งพูดถึงวิธีการป้องกัน การรักษา และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน HIV และเอดส์ ต่างกันอย่างไร ? อาการเหล่านี้มักไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย HIV จึงเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด การวินิจฉัยและตรวจหา HIV การตรวจ HIV ในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งในโรงพยาบาล คลินิกเวชกรรม หรือคลินิกชุมชนที่ให้บริการโดยไม่เปิดเผยชื่อ นอกจากนี้ยังมีชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต การตรวจควรทำภายหลังมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ และอาจต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ หากพบว่าติดเชื้อ…

  • | | | |

    ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เป็นเพราะอะไรได้บ้าง?

     การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี  ถ้าผลตรวจออกมาเป็นลบ หรือไม่เจอเชื้อ ก็เป็นการได้เริ่มต้นป้องกันตัวเองอย่างจริงจัง หรือถ้าตรวจเจอเชื้อ ก็ถือว่าเป็นการรู้ตัวก่อนที่จะป่วยขึ้นมา เพื่อได้เข้าสู่กระบวนการรักษาแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ป่วยหรือ เสียชีวิตจากโรคเอดส์ อีกทั้งสามารถป้องกันคนที่เรารักและคนอื่นๆ ไม่ให้ติดเชื้อจากเราได้ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี สามารถแบ่ง 2 ลักษณะ คือ ตรวจคัดกรอง และตรวจยืนยัน ทำไมถึงต้องตรวจคัดกรองก่อน เพราะปัจจุบัน การตรวจยืนยัน ยังอาจใช้เวลานาน กว่าจะทราบผล และมีผู้ป่วยมารับบริการจำนวนมาก ดังนั้นหากมีการตรวจคัดกรองมาก่อน ก็จะสามารถช่วยคัดกรองผู้ป่วย ที่มีโอกาสพบเชื้อ กับผู้ที่ไม่มีโอกาสพบเชื้อ ให้สามารถเข้าสู่ระบบการตรวจรักษาได้เร็วขึ้น และลดภาระงาน ในการตรวจของเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง การจะแพร่เชื้อได้นั้น จะต้องมีปริมาณของเชื้อไวรัสมากพอสมควร โดยเกณฑ์ที่ใช้เทียบเคียง คือ ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดตั้งแต่ 200 – 1,000 copies/ซีซีของเลือด จึงจะสามารถแพร่เชื้อได้ และชุดตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน สามารถตรวจได้ต่ำสุดตั้งแต่ 20-50 copies/ซีซีของเลือด ปัจจุบันวิธีการตรวจจะพัฒนาขึ้นมาก และสามารถตรวจได้เร็วสุดภายในหนึ่งสัปดาห์ ด้วยวิธีการตรวจแบบ NAT แต่หากตรวจด้วยวิธีอื่น ระยะเวลาที่ดีที่สุดที่สมควรตรวจ คือ 30…

  • | | |

     ยาต้านไวรัสเอชไอวี

    เอชไอวี คือ เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรคเอดส์เสมอไป หากมีการติดเชื้อเอชไอวีแล้วนั้นเชื้อจะอยู่ในร่างกายผู้ติดเชื้อตลอดไป  ซึ่งจะใช้ช่วงก่อนหรือหลังจากการสัมผัสเชื้อ HIV สำหรับยาที่รับประทานเพื่อลดความเสี่ยงก่อนการติดเชื้อนั้น เรียกว่ายา PrEP ซึ่งย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis (ยาต้านก่อนเสี่ยง) และยาที่รับประทานเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังจากสัมผัสเชื้อนั้น เรียกว่ายา PEP โดยย่อมาจาก Post -Exposure Prophylaxis (ยาต้านฉุกเฉิน) ยาต้านหรือยารักษา HIV มีกี่แบบ ปัจจุบันยาต้าน ยารักษา HIV หรือที่เรียกว่ายา Antiretroviral (ARV) นั้นที่ใช้กันนั้น ดังนี้ ในประเทศไทย ยาเพร็พมีให้บริการอย่างแพร่หลาย และประชาชนสามารถเข้าถึงได้ผ่านผู้ให้บริการด้านสุขภาพ คลินิก และองค์กรต่าง ๆ ดังนี้: ยาต้านไวรัส HIV ราคาเท่าไหร่ ยาต้านไวรัส HIV ต้องทานตอนไหน และการปฏิบัติตัวหลังทานยาต้าน การทานยาต้านแต่ละตัวนั้นมีความแตกต่างกันตามกลุ่มของยา โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำให้ให้คำปรึกษาในการรับยาพิจารณาจากผลการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับยาสูตรใดชนิดใด  ซึ่งต้องใช้ตัวยาร่วมกัน 3 ชนิด หรือเรียกว่า Highly…

  • หูดหงอนไก่ (Genital warts)

    หูดหงอนไก่ (Genital warts) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นตุ่มๆ มีผิวขรุขระคล้ายหงอนไก่ ขึ้นที่บริเวณอวัยะเพศ สามารถพบได้ทั้งในชายและหญิง สาเหตุหลักพบว่า 90% มาจากการติดเชื้อไวรัส (Human Papilloma Virus : HPV) หูดหงอนไก่สาเหตุมาจากอะไร ? สาเหตุของหูดหงอนไก่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีเชื้อชนิดนี้กว่า 200 สายพันธุ์ย่อย บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดที่ผิวหนัง บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ บางสายพันธุ์ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์และทางเดินอุจจาระ สำหรับเชื้อที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่นั้น พบว่าประมาณ 90% เกิดจากสายพันธุ์ย่อย 6 และ 11 อาการหูหงอนไก่