การป้องกันการติดเชื้อโรคฉวยโอกาส
| | |

การป้องกันการติดเชื้อโรคฉวยโอกาส

โรคเอดส์เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของผู้ป่วยนั้นถูกทำลายจนไม่สามารถต้านทานต่อโรค หรือการติดเชื้ออื่น ๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา โปรโตซัว ซึ่งปกติไม่ทำให้เกิดโรคในคนที่มีสุขภาพปกติ แต่สามารถเกิดได้กับผู้ป่วย บางครั้งอาจรุนแรงเป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

โรคติดเชื้อฉวยโอกาส คืออะไร

“Quicky"

โรคติดเชื้อฉวยโอกาส Opportunistic Infections คือ การติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคที่จะไม่ค่อยเกิดกับคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ดี แต่สามารถทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งมักจะพบในผู้ป่วยโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้  โดยติดเชื้อที่เกิดจาก แบคทีเรีย , เชื้อรา , ปรสิต หรือไวรัส 

ประเภทเชื้อฉวยโอกาส

ประเภทของการติดเชื้อฉวยโอกาส

เชื้อโรคหลากหลายชนิดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อฉวยโอกาสซึ่งสามารถแบ่งประเภทได้ ดังนี้

แบคทีเรีย

“Quicky"
  • Clostridioides difficile (เดิมเรียกว่า Clostridium difficile ) เป็นสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นที่รู้จักที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
  • Legionella pneumophila เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ของโรคลูกจ้างมีการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
  • Mycobacterium avium ซับซ้อน (MAC) เป็นกลุ่มของทั้งสองแบคทีเรีย M. aviumและ M. intracellulareที่มักจะร่วมการติดเชื้อที่นำไปสู่การติดเชื้อปอด ที่เรียกว่าเชื้อติดเชื้อ avium intracellulare
  • Mycobacterium tuberculosis เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดวัณโรคซึ่งเป็นเชื้อทางเดินหายใจ 
  • Pseudomonas aeruginosa เป็นแบคทีเรียที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักเกี่ยวข้องกับโรคซิสติกไฟโบรซิส
  • ซัลโมเนลลา เป็นแบคทีเรียประเภทหนึ่งซึ่งทราบกันดีว่าทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร 
  • Staphylococcus aureus เป็นแบคทีเรียที่รู้จักกันว่าทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังและภาวะติดเชื้อในกลุ่มโรคอื่น ๆ ยวดเชื้อ S. aureusมีการพัฒนาหลายดื้อยาสายพันธุ์รวมทั้งเชื้อ MRSA
  • Streptococcus pneumoniae เป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
  • Streptococcus pyogenes (หรือที่เรียกว่า Streptococcus group A) เป็นแบคทีเรียที่สามารถก่อให้เกิดโรคต่างๆได้เช่นโรคพุพองและคอ strepตลอดจนโรคอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่า

เชื้อรา

  • แอสเปอร์จิลลัส เป็นเชื้อราที่มักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
  • Candida albicans เป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อราในช่องปาก และการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
  • Coccidioides immitis เป็นเชื้อราที่รู้จักกันในชื่อ Coccidioidomycosisหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Valley Fever
  • Cryptococcus neoformans เป็นเชื้อราที่เป็นสาเหตุของ cryptococcosisซึ่งสามารถนำไปสู่การติดเชื้อในปอด เช่นเดียวกับการติดเชื้อในระบบประสาทเช่นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • Histoplasma capsulatum เป็นสายพันธุ์ของเชื้อราที่รู้จักกันเพื่อก่อให้เกิด histoplasmosisซึ่งสามารถนำเสนอกับอาร์เรย์ของอาการ แต่มักจะเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ 
  • destructans Pseudogymnoascus (เดิมชื่อ Geomyces destructans ) เป็นเชื้อราที่เป็นสาเหตุของซินโดรมสีขาวจมูกในค้างคาว
  • Microsporidia เป็นกลุ่มของเชื้อราที่แพร่เชื้อไปทั่วอาณาจักรสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งสามารถทำให้เกิด microsporidiosisในโฮสต์ของมนุษย์ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • Pneumocystis jirovecii (เดิมเรียกว่า Pneumocystis carinii ) เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคปอดบวม pneumocystisซึ่งเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

ปรสิต

“ChatLove2test"
  • Cryptosporidium เป็นโปรโตซัวที่ติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร
  • Toxoplasma gondii เป็นโปรโตซัวที่รู้จักกันในการก่อให้เกิดโรคท็อกโซพลาสโมซิส

ไวรัส

  • Cytomegalovirus เป็นกลุ่มของไวรัสฉวยโอกาสซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • Human Polyomavirus 2 (หรือที่เรียกว่า JC virus) เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดโรคเม็ดเลือดขาวหลายชนิด ( progressive multifocal leukoencephalopathy (PML)) 
  • Human herpesvirus 8 (หรือที่เรียกว่า Kaposi sarcoma-associated herpesvirus) เป็นไวรัสที่เกี่ยวข้องกับ Kaposi sarcomaซึ่งเป็นมะเร็งชนิดหนึ่ง
  • Herpes Simplex Virus เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม (Herpes)
  • ไวรัสตับอักเสบซี (HCV)  เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับน้อยๆ แต่เรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืดในตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมีโอกาสเกิดมะเร็งตับในที่สุด
อาการเชื้อโรคฉวยโอกาส

การติดโรคฉวยโอกาสที่อาจเกิดขึ้นเมื่อ CD4 อยู่ในระดับต่าง ๆ

จำนวน CD4 อยู่ในระดับ 200-500/µL

“PrEPLove2test"
  • ปอดอักเสบ (ส่วนใหญ่จากเชื้อแบคทีเรีย)
  • วัณโรคปอด หรือ Tuberculosis (TB)
  • การติดเชื้อยีสต์ในปากและช่องคลอด
  • งูสวัด
  • Oral hairy leukoplakia – ลิ้นหรือกระพุ้งแก้มเป็นฝ้าขาว
  • Kaposi’s sarcoma – โรคมะเร็งผิวหนังคาโปซี

จำนวน CD4 อยู่ในระดับ100-200/µL

  • โรคที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (ระดับ 200-500/µL)
  • ปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซีสตีส แครินีอาย (พีซีพี) 
  • Pneumocystis carinii (PCP) ท้องร่วงเรื้อรัง

จำนวน CD4 อยู่ในระดับ50-100/µL

  • โรคที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (ระดับ100-200/µL)
  • สมองอักเสบ (ส่วนใหญ่จากเชื้อท็อกโซพลาสโมซิส – toxoplasmosis)
  • หลอดอาหารอักเสบจากเชื้อยีสต์ หรือไวรัส เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (ส่วนใหญ่จากเชื้อราคริปโตค็อกคัส – cryptococcus)
  • วัณโรคปอด
  • เริมเรื้อรัง
  • Primary brain lymphoma

จำนวน CD4 อยู่ในระดับ < 50 /µL

  • โรคที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (ระดับ50-100/µL)
  • การติดเชื้อใกลุ่มมัยโคแบคทีเรียเอเวียม (แม็ค) Mycobacterium avium complex (MAC)
  • จอประสาทตาอักเสบ 
  • ท้องร่วง 
  • สมองอักเสบ จากเชื้อชัยโตเมกาโลไวรัส (ซีเอ็มวี)Cytomegalovirus (CMV)

สาเหตุติดเชื้อโรคฉวยโอกาส

ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือภูมิคุ้มกันบกพร่องมีลักษณะเฉพาะ คือ การไม่มี หรือการหยุดชะงักในส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งนำไปสู่ระดับภูมิคุ้มกัน และภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคที่ต่ำกว่าปกติ อาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ :

  • ภาวะทุพโภชนาการ
  • ความเหนื่อยล้า
  • การติดเชื้อซ้ำ
  • สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันสำหรับผู้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • การติดเชื้อเอชไอวีขั้นสูง
  • เคมีบำบัดสำหรับมะเร็ง
  • ความบกพร่องทางพันธุกรรม
  • ความเสียหายของผิวหนัง
  • การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่นำไปสู่การหยุดชะงักของจุลินทรีย์ทางสรีรวิทยาจึงทำให้จุลินทรีย์บางชนิดสามารถเอาชนะผู้อื่นและกลายเป็นเชื้อโรคได้ (เช่นการหยุดชะงักของจุลินทรีย์ในลำไส้อาจทำให้เกิดการติดเชื้อClostridium difficile )
  • ขั้นตอนทางการแพทย์
  • การตั้งครรภ์
  • ความชรา
  • เม็ดเลือดขาว (เช่นneutropeniaและlymphocytopenia )
  • ไหม้

อาการติดเชื้อโรคฉวยโอกาส

  • ปอดอักเสบ   ไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ไอ หายใจลำบาก เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • สมองอักเสบ   ไม่ค่อยรู้สึกตัว สับสน เป็นอัมพาตบริใวณใบหน้า ชัก ปวดหัวอย่างรุนแรง ไข้
  • กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ   ท้องเสีย ปวดเกร็งในท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ท้องอืด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ท้องผูก แห้งน้ำ
  • วัณโรค   ไอ น้ำหนักลด เหงื่อออกตอนกลางคืน อ่อนเพลีย ไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต อาจแพร่ไปยังส่วนอื่น ๆ เช่น ระบบประสาทกลาง ทางเดินอาหาร กระดูก เป็นต้น
  • การติดเชื้อแพร่กระจาย   ไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ท้องเสีย  ซีด ปวดท้อง ไม่มีแรง มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมน้ำเหลืองโ ตับโต
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ   ม้ามโต ปวดศรีษะ คอแข็ง ครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไม่ค่อยรู้สึกตัว
  • การติดเชื้อยีสต์ในปาก   มีฝ้าขาวในปาก เหงือก ลิ้น และกระพุ่งแก้ม เบื่ออาหาร
  • การติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอด   แสบ คันในช่องคลอด ตกขาว
  • Histoplasmosis   ไข้ น้ำหนักลด มีรอยโรคบนผิวหนัง หายใจลำบาก ซีด ต่อมน้ำเหลืองโต
  • จอประสาทตาอักเสบจากเชื้อ CMV   มองไม่เห็น เห็นอะไรลอยไปลอยมาโดยไม่มีวัตถุจริง เห็นแสงแวบ
  • ลำไส้อักเสบ   ท้องเสีย น้ำหนักลด ปวดท้อง
  • เริม   ตุ่มน้ำพองใสบนผิวหนัง ปวดแสบปวดร้อน มีแผล คันบริเวณริมฝีปาก ทวารหนัก อวัยวะเพศ
  • อีสุกอีใส และงูสวัด   คัน ปวดแสบปวดร้อน ตุ่มน้ำพองใสบนผิวหนังเป็นกลุ่มๆ ไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ครั่นเนื้อครั่นตัว ผื่นผิวหนัง
  • Kaposi’s sarcoma   รอยโรคบนผิวหนังสีม่วง บริเวณใบหน้า อวัยวะเพศ แขนขา ในปาก หรืออวัยวะภายใน
  • หูดบริเวณอวัยวะเพศ   หูดบริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก
  • เนื้องอกบริเวณอวัยวะเพศ   มะเร็งปากมดลูก หรือ ทวารหนัก
  • Oral “hairy” leukoplakia   รอยโรคสีขาวบริเวณข้างลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม ไม่เจ็บ
  • เนื้องอกในระบบประสาท   สับสน ทำอะไรช้าลง พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ชัก

การรักษา และยาป้องกันโรคติดเชื้อโรคฉวยโอกาส

การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงจะติดเชื้อ มักจะได้รับยาป้องกันโรค เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ดูจากระดับความเสี่ยงของผู้ป่วยในการติดเชื้อฉวยโอกาส โดยใช้จำนวนทีเซลล์ CD4 ของผู้ป่วย ในการรักษาดังนี้: 

การติดเชื้อ                                             ควรให้ยาป้องกันโรคเมื่อใด

  • Pneumocystis jirovecii CD4 <200 เซลล์ / mm3 หรือCandidasis oropharyngeal
  • Toxoplasma gondii CD4 <100 เซลล์ / ลบ.ม. และเป็นบวก Toxoplasma gondii 
  •                                                    IgG immunoassay
  • Mycobacterium avium คอมเพล็กซ์ CD4 <50
รักษาด้วยยาต้านไวรัส

การป้องกันโรคติดเชื้อโรคฉวยโอกาส

การติดเชื้อฉวยโอกาสอาจทำให้เกิดโรครุนแรง จึงให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันการติดเชื้อเป็นอย่างมาก กลยุทธ์ดังกล่าวมักจะรวมถึงการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันโดยเร็วที่สุดหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารติดเชื้อและการใช้ยาต้านจุลชีพ หรือ ยาป้องกันโรค เพื่อต่อต้านการติดเชื้อเฉพาะโรค

ฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน

  • ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี การเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน และลดอัตราการติดเชื้อฉวยโอกาส
  • ในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดการเสร็จสิ้น และการฟื้นตัวจากการรักษาเป็นวิธีหลักในการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน ในกลุ่มย่อยที่เลือกของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงสามารถใช้ปัจจัยกระตุ้นของอาณานิคม granulocyte (G-CSF)เพื่อช่วยในการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน

หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อ

  • การรับประทานเนื้อสัตว์ หรือไข่ ที่ไม่ผ่านการปรุงสุก ผลิตภัณฑ์นม หรือน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
  • แหล่งที่เป็นไปได้ของวัณโรค (สถานพยาบาลที่มีความเสี่ยงสูง และ ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค)
  • การสัมผัสอุจจาระทางปาก
  • การสัมผัสกับสัตว์เลี้ยงในฟาร์มโดยเฉพาะผู้ที่มีอาการท้องร่วง: แหล่งที่มาของToxoplasma gondii , Cryptosporidium parvum
  • อุจจาระแมว แหล่งที่มาของToxoplasma gondii , Bartonella spp .
  • ดิน / ฝุ่นในพื้นที่ที่มีเป็นที่รู้จักกัน histoplasmosis , coccidiomycosis
  • สัตว์เลื้อยคลานนก และเป็ดที่มีเป็นแหล่งทั่วไปของเชื้อ Salmonella
  • การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกันที่มีบุคคลที่มีที่รู้จักกันการติดเชื้อติดต่อทางเพศสัมพันธ์

อ่านบทความอื่นๆ

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ :

  • การติดเชื้อตามโอกาส https://hmong.in.th/wiki/Opportunistic_infection
  • การติดเชื้อโรคฉวยโอกาส https://ym2m.lovecarestation.com/การติดเชื้อโรคฉวยโอกาส/

Similar Posts

  • | |

    มีเพศสัมพันธ์อย่างไรให้ปลอดภัย

    เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญของทุกคน การป้องกันก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน การมีเซ็กส์ยังไงให้ปลอดภัย เพื่อการป้องกัน และลดความเสี่ยงการติดต่อของโรคทางเพศสัมพันธ์ Safe Sex คืออะไร  Safe Sex มีแบบไหนบ้าง? แบบที่ 1 ก่อนที่จะมี Sex กับใครได้โปรดตรวจเลือดเพื่อความชัวร์!  แม้ว่าเราจะมั่นใจในตัวเอง หรือไว้ใจในคู่นอนของเรามากแค่ไหน แต่การตรวจเลือดก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็จะชัวร์และปลอดภัยมากกว่า เพราะการที่เราตรวจเลือดก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เราสามารถตรวจได้จากเลือดนั้นเอง เช่น โรคเอดส์ โรคซิฟิลิส หรือโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ที่ติดแล้วรักษายากมาก ๆ ซึ่งสามารถตรวจได้ตามโรงพยาบาลทั่วไปเลย ฉะนั้นก่อนมีเพศสัมพันธ์เราอยากจะแนะนำให้ตรวจเลือดก่อนทุกครั้งเพื่อเขาเพื่อเราจะได้ปลอดภั ข้อดีของการใช้ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันเราจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการคุมกำเนิดได้ 100% ถ้าถุงยาง ไม่รั่ว ไม่ขาด ไม่หมดอายุ ฉะนั้นเช็กดี ๆ ก่อนสวม ราคาไม่แพง หาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ เปิดขายกันตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพหรือภาวะแทรกซ้อนด้วย ข้อควรระวังในการใช้ถุงยาง อาจทำให้เกิดการแพ้สารเคมีในถุงยางได้ และอาจทำให้ถุงยางรั่วหรือแตก ระวังกันด้วยน้าา เช็กวันหมดอายุ รวมถึงเช็กขนาด รอยขาด รอยรั่วด้วยเพื่อความปลอดภัยของเรา แบบที่ 3…

  • | | |

    มารู้จักเอดส์ กับระยะของการติดเชื้อ และผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงสังเกตตนเองอย่างไร

    ทุกคนรู้ดีว่า “เอดส์” คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวิธีในการรักษาให้หายขาด แต่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเข้ามาหา ปัจจัยเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดโรคนี้คือ การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคู่โดยไม่ป้องกันด้วยถุงยางอนามัย หรือห่วงอนามัย, การใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งเชื้อเอดส์นี้จะไม่ติดต่อทางน้ำลายหรือการสัมผัสภายนอก อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่มีพฤติกรรมเสี่ยง การรู้ว่าเอดส์ระยะแรก และระยะถัด ๆ ไปเป็นอย่างไร จะช่วยด้านการดูแลตนเองอย่างดี เอดส์ระยะแรก แสดงอาการอย่างไร เอดส์ระยะสาม แสดงอาการอย่างไร จะเรียกว่า เอดส์ระยะสุดท้าย หรือ ระยะโรคเอดส์ก็ไม่ผิด เพราะจากแค่เป็นการติดเชื้อจะพัฒนาไปสู่การเป็นโรคเอดส์แบบเต็มตัว ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะลดลงและบกพร่องมากขึ้น ส่งผลให้โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ หรือโรคฉวยโอกาสจากเชื้อไวรัสอื่นเข้ามาง่ายขึ้น ร่างกายจะโทรมเร็ว มีผื่นขึ้นตามตัว และมีอาการป่วยตามแต่จะเกิดการติดเชื้อ โรคเอดส์ถือเป็นโรคอันตรายที่คนทั้งโลกเองรู้ดี ดังนั้นการเริ่มต้นจากตนเองด้วยวิธีใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม รักเดียวใจเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ และตรวจเอชไอวีเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้เป็นอย่างดี

  • | | |

    ยาเพร็พ (PrEP) ป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อเอชไอวี

    ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี เพื่อให้ร่างกายมีระดับยาที่เพียงพอในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยต้องจะรับประทานยาติดต่อกันทุกวันตลอดช่วงที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ และการใช้ยาในลักษณะนี้จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดก่อนเริ่มยาว่าตนไม่มีเชื้อเอชไอวี อยู่ก่อนแล้ว  ใครบ้างที่ควรได้รับยาเพร็พ (PrEP) ยาเพร็พ (PrEP) ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ได้กี่เปอร์เซ็นต์ การใช้ยา PrEP อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง โดยกินต่อเนื่องทุกวันไปอย่างน้อย 7 วันก่อนที่จะมีความเสี่ยง จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไอวี จากการมีเพศสัมพันธ์ได้มากกว่า 90 % ส่วนในกรณีของผู้ใช้ยาเสพติดแบบฉีด สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลงได้ถึง 70% ดังนั้นถ้าเราอยากจะป้องกันให้ดีที่สุด ก็ควรกิน PrEP และใช้ถุงยางอนามัยด้วย เพราะหากพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป (เช่น ถุงยางแตก หรือคู่ไม่ยอมใส่ หรือลืมกิน PrEP) ก็มีอีกอย่างที่ช่วยป้องกันเราจากการติดเชื้อเอชไอวีได้ ทำไงถ้าลืมทานยาเพร็พ (PrEP) หากลืมกินยา หรือกินยาไม่ตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง สามารถ รัประทานห่างกันได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง หากลืมเมื่อใด แล้วนึกออกให้รับประทานทันที แต่หากลืมเกิน 7 วัน ให้เริ่มนับ…

  • |

    วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างไรให้ปลอดภัย

    เมื่อคนในบ้านติดเชื้อเอชไอวี เราจะมีวิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นให้ปลอดภัยได้อย่าง โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันนั้น ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนอกจากคอยให้กำลังใจแล้ว ยังต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ และสร้างสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยสามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง คือ  ทางการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน จากแม่สู่ลูก จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เพราะเป็นการส่งต่อเชื้อทางเลือด อะไรก็ตาม ที่สัมผัสกับเลือดก็มีโอกาสเสี่ยง ถ้าหากผิวหนังของเรา สัมผัสกับเลือดผู้ติดเชื้อ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย เพราะผิวหนังของเรา สามารถกันเชื้อไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าเกิดคุณมีแผลตามผิวหนัง ก็มีโอกาสเสี่ยง การสัมผัสกับเชื้อ จากน้ำลายโดยการจูบ ก็ไม่ได้มีความเสี่ยง ถ้าหากจะเสี่ยง คือ ต้องจูบแบบรับน้ำลายกันต้องมีปริมาณมากเป็นลิตรถึงจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ  ออรัลเซ็กซ์ ส่วนใหญ่จะไม่ติด เว้นแต่ว่าในปากมีแผล มีเลือดออก แบบนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการติด แต่เปอร์เซ็นต์ที่จะติดเชื้อน้อย เตรียมตัวอย่างไรหากต้องอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ ผู้ที่อาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วย ดังนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะต้น ๆ ที่รับประทานยาเป็นประจำทุกวัน อาจช่วยป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปเป็นโรคเอดส์และทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานเหมือนคนปกติ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แม้ไข้หวัดใหญ่บางชนิดจะไม่รุนแรงสำหรับคนทั่วไป ทว่าอาจส่งผลรุนแรงต่อผู้ป่วยเอดส์หรือผู้ป่วยเอชไอวีได้ ดังนั้น คนใกล้ชิดซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจนำเชื้อโรคแพร่สู่ผู้ป่วยจำเป็นต้องป้องกันตนเองและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อีกทั้งควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดอื่น ๆ ด้วย วิธีอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์  ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์จะมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ สิ่งที่เราควรจะทำ…

  • | | |

    โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ที่พบได้มากในผู้ติดเชื้อเอชไอวี

    โรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือภาวะแทรกซ้อน คือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรืออาการภาวะแทรกซ้อนระยะเริ่มต้น คือ ผิวหนังเป็นเริม งูสวัสดิ์ ฝี เชื้อรา ผื่น กลากเกลื้อน แผลเรื้อรัง ลิ้นเป็นฝ้าขาว แบบโรคเชื้อรา เป็นไข้ และไอเรื้อรัง แบบวัณโรคปอด เป็นไข้ ไอ หอบ แบบปอดอักเสบ เป็นไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง ก้มไม่ได้ (ก้มยาก) แบบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แขน ขา ชา อ่อนแรง แบบไขสันหลังอักเสบ ซีด มีจุดแดง จ้ำเขียว หรือเลือดออก แบบโรคเลือด ท้องเดินเรื้อรัง แบบมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือภาวะแทรกซ้อน ที่อาจพบได้ และค่อนข้างเป็นอันตราย ได้แก่

  • | | | |

    ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เป็นเพราะอะไรได้บ้าง?

     การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี  ถ้าผลตรวจออกมาเป็นลบ หรือไม่เจอเชื้อ ก็เป็นการได้เริ่มต้นป้องกันตัวเองอย่างจริงจัง หรือถ้าตรวจเจอเชื้อ ก็ถือว่าเป็นการรู้ตัวก่อนที่จะป่วยขึ้นมา เพื่อได้เข้าสู่กระบวนการรักษาแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ป่วยหรือ เสียชีวิตจากโรคเอดส์ อีกทั้งสามารถป้องกันคนที่เรารักและคนอื่นๆ ไม่ให้ติดเชื้อจากเราได้ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี สามารถแบ่ง 2 ลักษณะ คือ ตรวจคัดกรอง และตรวจยืนยัน ทำไมถึงต้องตรวจคัดกรองก่อน เพราะปัจจุบัน การตรวจยืนยัน ยังอาจใช้เวลานาน กว่าจะทราบผล และมีผู้ป่วยมารับบริการจำนวนมาก ดังนั้นหากมีการตรวจคัดกรองมาก่อน ก็จะสามารถช่วยคัดกรองผู้ป่วย ที่มีโอกาสพบเชื้อ กับผู้ที่ไม่มีโอกาสพบเชื้อ ให้สามารถเข้าสู่ระบบการตรวจรักษาได้เร็วขึ้น และลดภาระงาน ในการตรวจของเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง การจะแพร่เชื้อได้นั้น จะต้องมีปริมาณของเชื้อไวรัสมากพอสมควร โดยเกณฑ์ที่ใช้เทียบเคียง คือ ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดตั้งแต่ 200 – 1,000 copies/ซีซีของเลือด จึงจะสามารถแพร่เชื้อได้ และชุดตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน สามารถตรวจได้ต่ำสุดตั้งแต่ 20-50 copies/ซีซีของเลือด ปัจจุบันวิธีการตรวจจะพัฒนาขึ้นมาก และสามารถตรวจได้เร็วสุดภายในหนึ่งสัปดาห์ ด้วยวิธีการตรวจแบบ NAT แต่หากตรวจด้วยวิธีอื่น ระยะเวลาที่ดีที่สุดที่สมควรตรวจ คือ 30…