โรค เริม ขึ้นซ้ำบ่อย เกิดจากอะไร พร้อมวิธีลดความถี่

โรค เริม ขึ้นซ้ำบ่อย เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีลดความถี่

โรค เริม (Herpes Simplex Virus: HSV) เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมากจนหลายคนอาจไม่ทันคิดว่าอาการแผลเล็กๆ ที่ริมฝีปาก หรือ อวัยวะเพศ จะเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิต ความจริงแล้ว โรคเริม เป็นโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งคือ การกลับมาเป็นซ้ำ แม้จะรักษาจนอาการหายดีแล้วก็ตาม ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากประสบปัญหา “เริมขึ้นซ้ำบ่อย” จนเกิดความไม่มั่นใจ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม สุขภาพกาย ไปจนถึงสุขภาพจิตใจ คำถามสำคัญ คือ ทำไมเริมถึงกลับมาเป็นซ้ำ? อะไรเป็นตัวกระตุ้น? และเราสามารถลดความถี่ของการกำเริบได้จริงหรือไม่? บทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องของโรคเริม ตั้งแต่สาเหตุ กระบวนการเกิดโรค การกำเริบซ้ำ ปัจจัยกระตุ้นที่หลายคนมองข้าม ไปจนถึงวิธีลดความถี่ เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายของตนเองมากขึ้น และจัดการโรคเริมด้วยวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

เริม คืออะไร และเกิดจากอะไร ?

“Quicky"

โรคเริม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งมีอยู่สองชนิดคือ HSV-1 และ HSV-2 เดิมทีเคยเชื่อกันว่า HSV-1 มักทำให้เกิดแผลที่ริมฝีปาก ส่วน HSV-2 ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ แต่ในปัจจุบันพบว่าทั้งสองชนิดสามารถเกิดได้ทั้งบริเวณปาก และอวัยวะเพศ ขึ้นอยู่กับเส้นทางการสัมผัสและพฤติกรรมทางเพศของแต่ละคน เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางไปตามเส้นประสาท และแฝงตัวอยู่แบบเงียบๆ โดยไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกาย แม้ว่าแผลจะหาย แต่เชื้อในเส้นประสาทยังคงมีชีวิต และสามารถถูกกระตุ้นให้กลับมาแสดงอาการได้เรื่อยๆ ทำให้เกิดลักษณะ “ขึ้นซ้ำบ่อย” ตามที่หลายคนคุ้นเคย อาการเฉียบพลันครั้งแรกมักรุนแรงที่สุด เช่น ปวดแผลมาก บวม มีไข้ หรือปวดเมื่อยตามตัว แต่การกำเริบครั้งต่อๆ ไปมักมีอาการเบากว่า

ทำไมโรคเริมถึงขึ้นซ้ำบ่อย ?

เริม มีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ คือ การกำเริบซ้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากธรรมชาติของเชื้อ HSV ที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในเส้นประสาทได้ เมื่อร่างกายมีภาวะบางอย่างกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันลดลงหรือเส้นประสาทถูกกระตุ้น เชื้อไวรัสจะ “ตื่นขึ้นมา” และเคลื่อนลงสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดแผลเริมขึ้นอีกครั้ง หลายคนอาจรู้สึกว่าตนเองรักษาเริมจนหายหมดแล้ว แต่กลับพบว่าแผลเกิดซ้ำในตำแหน่งเดิม หรือใกล้เคียงเดิมอยู่บ่อยครั้ง ความจริงแล้วการรักษาในปัจจุบันสามารถบรรเทาอาการและลดระยะเวลาของการกำเริบ แต่ยังไม่สามารถกำจัดไวรัสที่หลบซ่อนอยู่ในเส้นประสาทได้ จำนวนครั้งของการกำเริบในแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนเป็นปีละครั้ง บางคนเดือนละครั้ง และบางคนอาจกลับมาเป็นซ้ำภายในไม่กี่สัปดาห์ ปัจจัยเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ สภาพร่างกาย ภูมิคุ้มกัน พฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเครียด และพันธุกรรมบางอย่างที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ โรค เริม กำเริบซ้ำ

แม้เชื้อไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ในเส้นประสาท แต่การกำเริบของโรคเริมมักถูกกระตุ้นโดยปัจจัยบางอย่างที่มีผลต่อร่างกายหรือต่อระบบภูมิคุ้มกัน ปัจจัยเหล่านี้มักทำให้หลายคนมีอาการเริมขึ้นซ้ำในช่วงเวลาที่ไม่คาดคิด หนึ่งในปัจจัยที่พบบ่อยที่สุด คือ ความเครียด ทั้งความเครียดทางร่างกายและจิตใจ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียดจากงาน สอบ หรือมีเหตุการณ์กดดันในชีวิต นอกจากนี้ การเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ การทำงานหนักเกินไป หรือการอดนอนเรื้อรังสามารถลดประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันและเปิดโอกาสให้เริมกำเริบได้ง่ายขึ้น

“Quicky"

การสัมผัสแสงแดดจัด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เริมริมฝีปากเกิดซ้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางหรือใช้ชีวิตกลางแจ้งบ่อย แสง UV สามารถทำให้ผิวหนังอ่อนแอและกระตุ้นเชื้อไวรัสได้เช่นกัน ส่วนในกรณีของ เริมที่อวัยวะเพศ การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงหรือเสียดสีมากเกินไปอาจทำให้ผิวเป็นรอยและกระตุ้นการกำเริบของโรคได้ ในผู้หญิง ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือนหรือความเครียดทางฮอร์โมนอื่นๆ อาจทำให้เริมกำเริบซ้ำเป็นประจำเดือนต่อเดือน นอกจากนี้ การบาดเจ็บที่บริเวณที่เคยเป็นแผลเริม รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ผิวที่ระคายเคืองก็เป็นตัวกระตุ้นได้เช่นกัน

อาการของโรคเริมเมื่อกำเริบซ้ำ

แม้ว่าในครั้งแรกของการติดเชื้อ โรคเริมมักแสดงอาการรุนแรงกว่า แต่เมื่อกำเริบซ้ำ อาการมักมาในรูปแบบที่เบากว่าแต่มีรูปแบบเฉพาะที่ควรสังเกต เพื่อให้เริ่มการรักษาได้ทันทีและลดระยะเวลาของการกำเริบ อาการเตือนล่วงหน้าเป็นลักษณะสำคัญของการเกิดซ้ำ เช่น รู้สึกแสบร้อน คัน หรือเสียวบริเวณที่เคยเป็นแผลเริมมาก่อน หากสังเกตได้เร็ว การใช้ยาต้านไวรัสทันทีสามารถช่วยลดความรุนแรง และระยะเวลาของอาการได้อย่างมาก เมื่อแผลปรากฏ มักเริ่มจากตุ่มน้ำใสเล็กๆ ที่แตกออกกลายเป็นแผลตื้นๆ มีอาการปวดหรือแสบร่วมด้วย แผลเหล่านี้มักเกิดในบริเวณเดิมหรือใกล้เคียงเดิมเสมอ เพราะเชื้อไวรัสหลบซ่อนในเส้นประสาทเส้นเดิม แผลจากเริมริมฝีปากมักส่งผลต่อความมั่นใจในการพบปะผู้คน ส่วนเริมอวัยวะเพศอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดขณะเดินหรือปัสสาวะ ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมประจำวันอย่างมาก แม้อาการจะหายภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ แต่ผลกระทบทางอารมณ์และความวิตกกังวลอาจยืดเยื้อกว่านั้น

“ChatLove2test"

ผลกระทบของโรคเริม

โรคเริมไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อด้านจิตใจ สังคม และความสัมพันธ์ของผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อยๆ ในเชิงร่างกาย โรคเริมทำให้รู้สึกเจ็บ ปวด แสบร้อน และไม่สบายตัว ซึ่งอาจรบกวนการทำงาน การเรียน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ หากมีแผลบริเวณอวัยวะเพศอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเพศ ทำให้รู้สึกกังวลและไม่มั่นใจในการมีความสัมพันธ์กับคู่ของตนเอง

ผลกระทบด้านจิตใจเป็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม ผู้ป่วยจำนวนมากรู้สึกละอายหรือกลัวการถูกเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเริม ทำให้พยายามปิดบังหรือหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคู่หรือคนใกล้ชิด แม้ว่าเริมจะเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปและไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่ความรู้สึกอับอายหรือกลัวการถูกตีตราสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้มาก ในด้านสังคม ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคเริมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองถูกแยกออกจากผู้อื่น ทั้งที่ความจริงแล้วเริมสามารถจัดการได้และไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตระยะยาวหากรู้จักดูแลตนเองอย่างถูกต้อง

“PrEPLove2test"

วิธีลดความถี่ของ โรค เริม กำเริบที่ได้ผลจริง

แม้ไม่สามารถกำจัดเชื้อเริมออกจากร่างกายได้ แต่การลดความถี่ของการกำเริบสามารถทำได้จริงหากรู้จักวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง การใช้ยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำแพทย์เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุด โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการกำเริบมากกว่า 6 ครั้งต่อปี หรือมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน การดูแลสุขภาพให้ภูมิคุ้มกันสมดุลเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น การพักผ่อนเพียงพอ นอนหลับให้ได้คุณภาพ เลี่ยงความเครียด และออกกำลังกายอย่างสมดุล หากรู้ว่าตัวเองมีปัจจัยกระตุ้น เช่น แดดจัดหรืออาการเจ็บป่วย ควรมีการป้องกันล่วงหน้า เช่น ใช้ลิปกันแดดหรือทาครีมกันแดดบริเวณริมฝีปากเมื่ออยู่กลางแจ้งนานๆ

การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้บริเวณผิวเกิดรอยหรือระคายเคือง เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแรงหรือการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงเกินไปก็สามารถลดการกำเริบได้เช่นกัน ในผู้หญิงที่มีอาการกำเริบช่วงมีประจำเดือน การเตรียมตัวยาต้านไวรัสไว้ล่วงหน้าอาจช่วยลดอาการได้

การรักษาโรคเริมและการจัดการอาการกำเริบ

การรักษาโรคเริมและการจัดการอาการกำเริบ

ปัจจุบันมียาต้านไวรัสหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคเริม เช่น acyclovir, valacyclovir และ famciclovir โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามระดับความรุนแรง และความถี่ของการกำเริบ การรักษาแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ คือ การรักษาเฉพาะตอนกำเริบ และการรับประทานยาแบบป้องกันเพื่อกดไวรัสในผู้ที่มีอาการถี่มาก

การรักษาเฉพาะตอนกำเริบต้องเริ่มภายในช่วงอาการนำ เช่น ชา คัน หรือแสบร้อน ก่อนที่ตุ่มน้ำจะเกิด เพื่อให้ผลดีที่สุด ส่วนการใช้ยาแบบป้องกันในระยะยาวสามารถลดการกำเริบได้มากถึง 70-80% และยังลดการแพร่เชื้อได้อีกด้วย นอกจากยาแล้ว การดูแลแผลอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เช่น รักษาความสะอาด ไม่แกะเกา ไม่ใช้น้ำร้อนจัดล้างแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลบริเวณนั้นเพื่อลดการแพร่เชื้อไปส่วนอื่นของร่างกายหรือสู่ผู้อื่น

แนวทางการป้องกัน โรค เริม

แม้โรคเริมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่การป้องกันไม่ให้กำเริบ และการใช้ชีวิตอย่างมั่นใจสามารถทำได้ไม่ยาก หากมีความรู้และจัดการตัวเองอย่างถูกต้อง การดูแลสุขภาพพื้นฐาน เช่น นอนหลับเพียงพอ ออกกำลังกาย และจัดการความเครียดสามารถช่วยให้ภูมิคุ้มกันคงที่ ลดโอกาสการกำเริบได้อย่างมาก การใช้ลิปกันแดดหรือครีมกันแดดบริเวณริมฝีปากทุกครั้งที่ออกแดดจัดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้มากสำหรับผู้ที่เป็นเริมริมฝีปากบ่อยๆ

การสื่อสารกับคู่เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเริมอวัยวะเพศ การพูดคุยตรงไปตรงมาพร้อมข้อมูลที่ถูกต้องสามารถลดความกังวลใจและช่วยให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น การใช้ถุงยางอย่างสม่ำเสมอสามารถลดการแพร่เชื้อได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% เพราะเริมสามารถอยู่บนผิวที่ถุงยางไม่ครอบคลุม อย่างไรก็ตาม การใช้ถุงยางยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการป้องกันโรคจากการสัมผัสต่างๆ

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

โรคเริมเป็นโรคที่พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด และสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ง่ายเนื่องจากลักษณะการหลบซ่อนของเชื้อในระบบประสาท แม้ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ แต่การดูแลตนเองอย่างถูกต้อง การสังเกตอาการ และการใช้ยาต้านไวรัสเมื่อจำเป็น สามารถลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบได้อย่างมาก

Similar Posts

  • |

    โรคเริม โรคติดต่อทางผิวหนัง ที่เราป้องกันได้

    เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังชนิดหนึ่ง สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยมักพบผู้ป่วยวัยหนุ่มสาว และวัยผู้ใหญ่ ผู้ป่วยโรคเริมส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการของโรค  หากเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เพราะเมื่อเป็นแล้วอาจทำให้การรักษาให้หายขาดได้ยาก โรคเริม (Herpes) คืออะไร การติดเชื้อทั้ง 2  ชนิดนั้น สามารถเป็นปัจจัยสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อที่อวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้เช่นกัน เมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น การติดเชื้อที่สมอง และอวัยวะสำคัญต่างๆ HSV-1 และ HSV-2 เหมือนกันหรือไม่ ? 1. เริมที่ริมฝีปาก เริมในปาก เริมที่มุมปาก เริ่มต้นจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนและคันบริเวณปากก่อนเกิดผื่น จากนั้นผื่นจะพัฒนาเป็นตุ่มใส และอาจรวมกันเป็นแผลใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย อาการของโรคแทรกซ้อนที่อาจพบคือ เชื้อไวรัสแพร่ไปติดเนื้อเยื่อข้างเคียง ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องการติดเชื้ออาจทำให้เสียชีวิตได้ 2. เริมที่ขา เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน หรือปวดเสียว อาจมีอาการปวดแปลบมาก่อนที่จะเกิดตุ่มน้ำใสขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร โดยจะขึ้นกันเป็นกลุ่ม 3. โรคเริมที่จมูก หรือ โรคเริมที่ตา มีตุ่มน้ำใสเกิดเป็นกระจุกหรือกลุ่ม เมื่อมีอาการผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ถ้าพบว่ากระจกตาอักเสบจาก Herpes simplex virus…

  • กามโรคเป็นแล้วรักษาหายได้ไหม?

    กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคหรือคนที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก เดิมมีชื่อว่า กามโรค (venereal diseases) ในปัจจุบันมีการค้นพบโรคในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted infections, STIs) โรคที่สำคัญคือ ซิฟิลิส หนองในแท้ หนองในเทียม เริม และเอชพีวี กามโรค (Venereal Disease)  คืออะไร ไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคติดเชื้อเมนิงโกค็อกคัส หรือไข้กาฬหลังแอ่น  บ่อยครั้งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส อยู่ในลำคอและโพรงจมูกทางด้านหลัง การแพร่เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวไปยังคู่นนอน ผ่านการทำออรัลเซ็กส์ การจูบแบบดูดดื่ม หรือการกระทำอื่น ๆ ที่ถ่ายทอดเชื้อจากละอองเสมหะ 2. เชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium) โรคบิดไม่มีตัว หรือโรคบิดชิเกลลา แพร่สู่กันผ่านการสัมผัสทางตรงและทางอ้อมกับอุจจาระมนุษย์ ผู้ติดเชื้อจะมีอาการปวดท้องรุนแรง และถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด  4. ฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum หรือ…

  • รักษาซิฟิลิส ไม่ต่อเนื่อง เสี่ยงอันตราย

    ว่าด้วยเรื่องของการ รักษาซิฟิลิส เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรง และสามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย โดยมีอาการที่ไม่ค่อยแสดงออกมา แต่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นการ รักษาซิฟิลิส จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดได้อย่างแน่นอน ความสำคัญของการ รักษาซิฟิลิส ในบางกรณีอาจพบอาการแสดงอื่นๆ เช่น ผื่นขึ้นที่ผิวหนังหรืออาการเจ็บคอ การรักษาโรคซิฟิลิสจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียและความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปแล้วการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก แต่ในกรณีที่เกิดภาวะที่รุนแรงอาจต้องใช้การรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเฉพาะทางได้ ดังนั้น หากมีอาการของโรคซิฟิลิส ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาซิฟิลิส ที่ถูกต้องและทันเวลา การตรวจ รักษาซิฟิลิส ในห้องปฏิบัติการ การตรวจโรคซิฟิลิส สามารถทำได้โดยใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยหลักการจะเป็นการเพาะเชื้อจากตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ เช่น สารอาหาร อุจจาระ หรือเลือด โดยเชื้อจะถูกเพาะบนสื่อเลี้ยงเชื้อ และจะต้องรอให้เชื้อขยายพันธุ์เพียงพอเพื่อทำการวิเคราะห์ วิธีการ รักษาซิฟิลิส การรักษาโรคซิฟิลิส จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และสถานะของผู้ป่วย โดยภาพรวมแล้วการรักษาโรคซิฟิลิส จะประกอบไปด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม เพื่อกำจัดเชื้อ และการรักษาโรคแทรกซ้อนหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้ร่วมด้วย ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาโรคซิฟิลิส เป็นแอนติไบโอติก ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง ที่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ แต่วิธีการใช้ยาและเวลาที่จะต้องใช้ในการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณเชื้อ อาการของโรค…

  • |

    ไวรัสตับอักเสบบี มีสาเหตุมาจากอะไร?

    ไวรัสตับอักเสบบี เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ยังถูกพบจำนวนมาก ในประเทศไทย ซึ่งนำไปสู่โรคร้ายแรงต่อตับของร่างกาย ได้แก่ โรคมะเร็งตับ โรคตับแข็ง และโรคตับวาย เป็นต้น ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่าตัวเองติดไวรัสตับอักเสบบีอยู่ เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจว่าโรคชนิดนี้มีสาเหตุมาจากอะไร โดยบทความนี้จะแสดงรายละเอียดถึงโรคไวรัสตับอักเสบบีทั้งหมด รู้จักไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อกันอย่างไร เชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะสามารถติดต่อกันผ่านทางเลือด และสารคัดหลั่งของมนุษย์เป็นหลัก การที่จะรู้ได้ว่าคุณติดเชื้อแล้วหรือไม่ จะต้องมีการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วยวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้ ความเสี่ยงเหล่านี้ อาจทำให้คุณติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี ได้ ไวรัสตับอักเสบบี หายขาดหรือไม่ โรคนี้สามารถหายขาดได้ หากตรวจพบเชื้ออย่างรวดเร็ว หรืออยู่ในระยะอาการแบบเฉียบพลัน เฉลี่ยใช้เวลาในการรักษาประมาณ 3 เดือน แต่สำหรับในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีระยะอาการตับอักเสบเรื้อรัง แพทย์จะต้องทำการตรวจวินิจฉัย และวางแผนในการรักษาอย่างรอบคอบต่อไป ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ Post Views: 1,548

  • ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีผลกระทบต่อทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อบางอย่างสามารถรักษาได้เพื่อให้คุณ และคู่นอนของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรง และคุณเองสามารถป้องกันตัวเองจากการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ STI  คืออะไร? โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รักษาไม่หายขาด วิธีการป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำอย่างไรได้บ้าง อ่านบทความอื่นๆ

  • หนองใน (Gonorrhea) | โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง

    หนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ส่วนใหญ่ติดต่อกันผ่านทางเพศสัมพันโดยไม่ได้ป้องกัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด หนองจากอวัยวะเพศ หรือมีตกขาวผิดปกติออกมาทางช่องคลอด หนองในสามารถพบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้การติดเชื้อลุกลามหรือมีภาวะแทรกซ้อนได้ ซึ่งหนองในแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ การวินิจฉัยหนองใน