โรค เริม ขึ้นซ้ำบ่อย เกิดจากอะไร พร้อมวิธีลดความถี่

โรค เริม ขึ้นซ้ำบ่อย เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีลดความถี่

โรค เริม (Herpes Simplex Virus: HSV) เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมากจนหลายคนอาจไม่ทันคิดว่าอาการแผลเล็กๆ ที่ริมฝีปาก หรือ อวัยวะเพศ จะเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิต ความจริงแล้ว โรคเริม เป็นโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งคือ การกลับมาเป็นซ้ำ แม้จะรักษาจนอาการหายดีแล้วก็ตาม ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากประสบปัญหา “เริมขึ้นซ้ำบ่อย” จนเกิดความไม่มั่นใจ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม สุขภาพกาย ไปจนถึงสุขภาพจิตใจ คำถามสำคัญ คือ ทำไมเริมถึงกลับมาเป็นซ้ำ? อะไรเป็นตัวกระตุ้น? และเราสามารถลดความถี่ของการกำเริบได้จริงหรือไม่? บทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องของโรคเริม ตั้งแต่สาเหตุ กระบวนการเกิดโรค การกำเริบซ้ำ ปัจจัยกระตุ้นที่หลายคนมองข้าม ไปจนถึงวิธีลดความถี่ เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายของตนเองมากขึ้น และจัดการโรคเริมด้วยวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

เริม คืออะไร และเกิดจากอะไร ?

“Quicky"

โรคเริม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งมีอยู่สองชนิดคือ HSV-1 และ HSV-2 เดิมทีเคยเชื่อกันว่า HSV-1 มักทำให้เกิดแผลที่ริมฝีปาก ส่วน HSV-2 ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ แต่ในปัจจุบันพบว่าทั้งสองชนิดสามารถเกิดได้ทั้งบริเวณปาก และอวัยวะเพศ ขึ้นอยู่กับเส้นทางการสัมผัสและพฤติกรรมทางเพศของแต่ละคน เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางไปตามเส้นประสาท และแฝงตัวอยู่แบบเงียบๆ โดยไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกาย แม้ว่าแผลจะหาย แต่เชื้อในเส้นประสาทยังคงมีชีวิต และสามารถถูกกระตุ้นให้กลับมาแสดงอาการได้เรื่อยๆ ทำให้เกิดลักษณะ “ขึ้นซ้ำบ่อย” ตามที่หลายคนคุ้นเคย อาการเฉียบพลันครั้งแรกมักรุนแรงที่สุด เช่น ปวดแผลมาก บวม มีไข้ หรือปวดเมื่อยตามตัว แต่การกำเริบครั้งต่อๆ ไปมักมีอาการเบากว่า

ทำไมโรคเริมถึงขึ้นซ้ำบ่อย ?

เริม มีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ คือ การกำเริบซ้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากธรรมชาติของเชื้อ HSV ที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในเส้นประสาทได้ เมื่อร่างกายมีภาวะบางอย่างกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันลดลงหรือเส้นประสาทถูกกระตุ้น เชื้อไวรัสจะ “ตื่นขึ้นมา” และเคลื่อนลงสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดแผลเริมขึ้นอีกครั้ง หลายคนอาจรู้สึกว่าตนเองรักษาเริมจนหายหมดแล้ว แต่กลับพบว่าแผลเกิดซ้ำในตำแหน่งเดิม หรือใกล้เคียงเดิมอยู่บ่อยครั้ง ความจริงแล้วการรักษาในปัจจุบันสามารถบรรเทาอาการและลดระยะเวลาของการกำเริบ แต่ยังไม่สามารถกำจัดไวรัสที่หลบซ่อนอยู่ในเส้นประสาทได้ จำนวนครั้งของการกำเริบในแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนเป็นปีละครั้ง บางคนเดือนละครั้ง และบางคนอาจกลับมาเป็นซ้ำภายในไม่กี่สัปดาห์ ปัจจัยเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ สภาพร่างกาย ภูมิคุ้มกัน พฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเครียด และพันธุกรรมบางอย่างที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ โรค เริม กำเริบซ้ำ

แม้เชื้อไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ในเส้นประสาท แต่การกำเริบของโรคเริมมักถูกกระตุ้นโดยปัจจัยบางอย่างที่มีผลต่อร่างกายหรือต่อระบบภูมิคุ้มกัน ปัจจัยเหล่านี้มักทำให้หลายคนมีอาการเริมขึ้นซ้ำในช่วงเวลาที่ไม่คาดคิด หนึ่งในปัจจัยที่พบบ่อยที่สุด คือ ความเครียด ทั้งความเครียดทางร่างกายและจิตใจ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียดจากงาน สอบ หรือมีเหตุการณ์กดดันในชีวิต นอกจากนี้ การเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ การทำงานหนักเกินไป หรือการอดนอนเรื้อรังสามารถลดประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันและเปิดโอกาสให้เริมกำเริบได้ง่ายขึ้น

“Quicky"

การสัมผัสแสงแดดจัด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เริมริมฝีปากเกิดซ้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางหรือใช้ชีวิตกลางแจ้งบ่อย แสง UV สามารถทำให้ผิวหนังอ่อนแอและกระตุ้นเชื้อไวรัสได้เช่นกัน ส่วนในกรณีของ เริมที่อวัยวะเพศ การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงหรือเสียดสีมากเกินไปอาจทำให้ผิวเป็นรอยและกระตุ้นการกำเริบของโรคได้ ในผู้หญิง ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือนหรือความเครียดทางฮอร์โมนอื่นๆ อาจทำให้เริมกำเริบซ้ำเป็นประจำเดือนต่อเดือน นอกจากนี้ การบาดเจ็บที่บริเวณที่เคยเป็นแผลเริม รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ผิวที่ระคายเคืองก็เป็นตัวกระตุ้นได้เช่นกัน

อาการของโรคเริมเมื่อกำเริบซ้ำ

แม้ว่าในครั้งแรกของการติดเชื้อ โรคเริมมักแสดงอาการรุนแรงกว่า แต่เมื่อกำเริบซ้ำ อาการมักมาในรูปแบบที่เบากว่าแต่มีรูปแบบเฉพาะที่ควรสังเกต เพื่อให้เริ่มการรักษาได้ทันทีและลดระยะเวลาของการกำเริบ อาการเตือนล่วงหน้าเป็นลักษณะสำคัญของการเกิดซ้ำ เช่น รู้สึกแสบร้อน คัน หรือเสียวบริเวณที่เคยเป็นแผลเริมมาก่อน หากสังเกตได้เร็ว การใช้ยาต้านไวรัสทันทีสามารถช่วยลดความรุนแรง และระยะเวลาของอาการได้อย่างมาก เมื่อแผลปรากฏ มักเริ่มจากตุ่มน้ำใสเล็กๆ ที่แตกออกกลายเป็นแผลตื้นๆ มีอาการปวดหรือแสบร่วมด้วย แผลเหล่านี้มักเกิดในบริเวณเดิมหรือใกล้เคียงเดิมเสมอ เพราะเชื้อไวรัสหลบซ่อนในเส้นประสาทเส้นเดิม แผลจากเริมริมฝีปากมักส่งผลต่อความมั่นใจในการพบปะผู้คน ส่วนเริมอวัยวะเพศอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดขณะเดินหรือปัสสาวะ ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมประจำวันอย่างมาก แม้อาการจะหายภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ แต่ผลกระทบทางอารมณ์และความวิตกกังวลอาจยืดเยื้อกว่านั้น

“ChatLove2test"

ผลกระทบของโรคเริม

โรคเริมไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อด้านจิตใจ สังคม และความสัมพันธ์ของผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อยๆ ในเชิงร่างกาย โรคเริมทำให้รู้สึกเจ็บ ปวด แสบร้อน และไม่สบายตัว ซึ่งอาจรบกวนการทำงาน การเรียน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ หากมีแผลบริเวณอวัยวะเพศอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเพศ ทำให้รู้สึกกังวลและไม่มั่นใจในการมีความสัมพันธ์กับคู่ของตนเอง

ผลกระทบด้านจิตใจเป็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม ผู้ป่วยจำนวนมากรู้สึกละอายหรือกลัวการถูกเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเริม ทำให้พยายามปิดบังหรือหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคู่หรือคนใกล้ชิด แม้ว่าเริมจะเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปและไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่ความรู้สึกอับอายหรือกลัวการถูกตีตราสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้มาก ในด้านสังคม ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคเริมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองถูกแยกออกจากผู้อื่น ทั้งที่ความจริงแล้วเริมสามารถจัดการได้และไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตระยะยาวหากรู้จักดูแลตนเองอย่างถูกต้อง

“PrEPLove2test"

วิธีลดความถี่ของ โรค เริม กำเริบที่ได้ผลจริง

แม้ไม่สามารถกำจัดเชื้อเริมออกจากร่างกายได้ แต่การลดความถี่ของการกำเริบสามารถทำได้จริงหากรู้จักวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง การใช้ยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำแพทย์เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุด โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการกำเริบมากกว่า 6 ครั้งต่อปี หรือมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน การดูแลสุขภาพให้ภูมิคุ้มกันสมดุลเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น การพักผ่อนเพียงพอ นอนหลับให้ได้คุณภาพ เลี่ยงความเครียด และออกกำลังกายอย่างสมดุล หากรู้ว่าตัวเองมีปัจจัยกระตุ้น เช่น แดดจัดหรืออาการเจ็บป่วย ควรมีการป้องกันล่วงหน้า เช่น ใช้ลิปกันแดดหรือทาครีมกันแดดบริเวณริมฝีปากเมื่ออยู่กลางแจ้งนานๆ

การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้บริเวณผิวเกิดรอยหรือระคายเคือง เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแรงหรือการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงเกินไปก็สามารถลดการกำเริบได้เช่นกัน ในผู้หญิงที่มีอาการกำเริบช่วงมีประจำเดือน การเตรียมตัวยาต้านไวรัสไว้ล่วงหน้าอาจช่วยลดอาการได้

การรักษาโรคเริมและการจัดการอาการกำเริบ

การรักษาโรคเริมและการจัดการอาการกำเริบ

ปัจจุบันมียาต้านไวรัสหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคเริม เช่น acyclovir, valacyclovir และ famciclovir โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามระดับความรุนแรง และความถี่ของการกำเริบ การรักษาแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ คือ การรักษาเฉพาะตอนกำเริบ และการรับประทานยาแบบป้องกันเพื่อกดไวรัสในผู้ที่มีอาการถี่มาก

การรักษาเฉพาะตอนกำเริบต้องเริ่มภายในช่วงอาการนำ เช่น ชา คัน หรือแสบร้อน ก่อนที่ตุ่มน้ำจะเกิด เพื่อให้ผลดีที่สุด ส่วนการใช้ยาแบบป้องกันในระยะยาวสามารถลดการกำเริบได้มากถึง 70-80% และยังลดการแพร่เชื้อได้อีกด้วย นอกจากยาแล้ว การดูแลแผลอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เช่น รักษาความสะอาด ไม่แกะเกา ไม่ใช้น้ำร้อนจัดล้างแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลบริเวณนั้นเพื่อลดการแพร่เชื้อไปส่วนอื่นของร่างกายหรือสู่ผู้อื่น

แนวทางการป้องกัน โรค เริม

แม้โรคเริมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่การป้องกันไม่ให้กำเริบ และการใช้ชีวิตอย่างมั่นใจสามารถทำได้ไม่ยาก หากมีความรู้และจัดการตัวเองอย่างถูกต้อง การดูแลสุขภาพพื้นฐาน เช่น นอนหลับเพียงพอ ออกกำลังกาย และจัดการความเครียดสามารถช่วยให้ภูมิคุ้มกันคงที่ ลดโอกาสการกำเริบได้อย่างมาก การใช้ลิปกันแดดหรือครีมกันแดดบริเวณริมฝีปากทุกครั้งที่ออกแดดจัดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้มากสำหรับผู้ที่เป็นเริมริมฝีปากบ่อยๆ

การสื่อสารกับคู่เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเริมอวัยวะเพศ การพูดคุยตรงไปตรงมาพร้อมข้อมูลที่ถูกต้องสามารถลดความกังวลใจและช่วยให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น การใช้ถุงยางอย่างสม่ำเสมอสามารถลดการแพร่เชื้อได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% เพราะเริมสามารถอยู่บนผิวที่ถุงยางไม่ครอบคลุม อย่างไรก็ตาม การใช้ถุงยางยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการป้องกันโรคจากการสัมผัสต่างๆ

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

โรคเริมเป็นโรคที่พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด และสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ง่ายเนื่องจากลักษณะการหลบซ่อนของเชื้อในระบบประสาท แม้ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ แต่การดูแลตนเองอย่างถูกต้อง การสังเกตอาการ และการใช้ยาต้านไวรัสเมื่อจำเป็น สามารถลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบได้อย่างมาก

Similar Posts

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted diseases)

    โรคที่ติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งโดยผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แล้วทำให้เกิดโรค ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ทำให้เกิดภาวะการมีบุตรยาก ทุพลภาพและอาจตายได้ ซึ่งมผลกระทบต่อภาวะสุขภาพกาย และจิตใจและสุขภาพที่รุนแรงต่อทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กได้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ  การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์   การปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใครควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจจากอะไร? การตรวจสามารถทำได้หลายวิธี แพทย์จะเลือกการตรวจที่เหมาะสมที่สุดจากการซักประวัติ ซึ่งวิธีตรวจหลักๆ จะมีดังนี้ อ่านบทความอื่นๆ

  • รักษาซิฟิลิส ไม่ต่อเนื่อง เสี่ยงอันตราย

    ว่าด้วยเรื่องของการ รักษาซิฟิลิส เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรง และสามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย โดยมีอาการที่ไม่ค่อยแสดงออกมา แต่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นการ รักษาซิฟิลิส จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดได้อย่างแน่นอน ความสำคัญของการ รักษาซิฟิลิส ในบางกรณีอาจพบอาการแสดงอื่นๆ เช่น ผื่นขึ้นที่ผิวหนังหรืออาการเจ็บคอ การรักษาโรคซิฟิลิสจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียและความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปแล้วการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก แต่ในกรณีที่เกิดภาวะที่รุนแรงอาจต้องใช้การรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเฉพาะทางได้ ดังนั้น หากมีอาการของโรคซิฟิลิส ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาซิฟิลิส ที่ถูกต้องและทันเวลา การตรวจ รักษาซิฟิลิส ในห้องปฏิบัติการ การตรวจโรคซิฟิลิส สามารถทำได้โดยใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยหลักการจะเป็นการเพาะเชื้อจากตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ เช่น สารอาหาร อุจจาระ หรือเลือด โดยเชื้อจะถูกเพาะบนสื่อเลี้ยงเชื้อ และจะต้องรอให้เชื้อขยายพันธุ์เพียงพอเพื่อทำการวิเคราะห์ วิธีการ รักษาซิฟิลิส การรักษาโรคซิฟิลิส จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และสถานะของผู้ป่วย โดยภาพรวมแล้วการรักษาโรคซิฟิลิส จะประกอบไปด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม เพื่อกำจัดเชื้อ และการรักษาโรคแทรกซ้อนหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้ร่วมด้วย ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาโรคซิฟิลิส เป็นแอนติไบโอติก ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง ที่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ แต่วิธีการใช้ยาและเวลาที่จะต้องใช้ในการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณเชื้อ อาการของโรค…

  • |

    ซิฟิลิส รู้เร็ว รักษาได้

    ซิฟิลิส ซึ่งมีลักษณะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพทั่วโลก โรคนี้เกิดขึ้นจากแบคทีเรียที่ชื่อ Treponema pallidum ถึงแม้จะมีการพัฒนาทางการแพทย์และแนวทางด้านสุขภาพสาธารณะ แต่โรคซิฟิลิสยังคงเป็นปัญหาสำคัญเนื่องจากลักษณะที่หลากหลายของโรค ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงและการแพร่กระจายต่อไป

  • ตรวจ STD ที่ไหนดี? รวมคลินิกและสถานที่ตรวจมาตรฐาน

    ในยุคที่เรื่องสุขภาพทางเพศเป็นสิ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ “การตรวจ STD” หรือ การตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้คุณรู้เท่าทันสุขภาพของตนเอง ป้องกันการแพร่เชื้อ และรักษาได้ทันท่วงทีหากพบความผิดปกติ การตรวจไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีอาการ แต่เหมาะสำหรับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือมีคู่นอนหลายคน ปัจจุบัน การตรวจ STD ไม่ได้ยุ่งยากหรือเป็นเรื่องน่าอายเหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะมีคลินิกเฉพาะทางและศูนย์บริการสุขภาพมากมายทั่วประเทศที่ให้บริการตรวจอย่างเป็นส่วนตัว ปลอดภัย และได้มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีระบบ จองตรวจออนไลน์ผ่าน Love2Test ที่ช่วยให้การ ตรวจ STD เป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และเป็นความลับ ตรวจ STD คืออะไร และสำคัญอย่างไร ตรวจ STD เมื่อไหร่ถึงเหมาะสมที่สุด คำถามยอดนิยมคือ “ควรตรวจ STD เมื่อไหร่?” คำตอบคือ ทุกครั้งที่คุณมีความเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางกับคู่ใหม่ หรือรู้ว่าคู่ของคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรตรวจทันทีหลังจากนั้นประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ เนื่องจากบางโรคต้องใช้เวลาในการฟักตัวก่อนตรวจถึงจะพบเชื้อ สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ ควรตรวจ STD อย่างน้อยปีละ 1 –…

  • เริมที่ปาก ติดต่อกันได้หากไม่ระวัง !!

    เริมที่ปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus) ส่งผลให้เกิดตุ่มน้ำขนาดเล็กบริเวณปาก หรือรอบ ๆ ริมฝีปาก ในลักษณะกระจุกตัวกัน บางรายอาจเกิดภายในช่องปากร่วมด้วย และมักส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวด สามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายได้ผ่านการสัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อ แม้กระทั่งการดื่มน้ำแก้วเดียวกันก็มีโอกาสติดต่อกันได้หากไม่ระวัง !! อาการเริมที่ปาก ปัจจัยที่ทำให้เริมที่ปาก กลับมาเป็นซ้ำ การป้องกันเริมที่ปาก นอกจากนี้ การทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเริมได้ เริมที่ปากรักษาอย่างไร ? เริมที่ปาก สามารถรักษาให้หายได้(แต่ไม่หายขาด) ในปัจจุบันทำได้เพียงบรรเทาอาการและทำให้แผลหายเร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งยาที่ใช้ในการรักษา ได้แก่ อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) แฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาเริม และอาจช่วยบรรเทาอาการรุนแรงได้ นอกจากทานยาตามที่แพทย์ให้มาอย่างครบถ้วนแล้ว การดูแลแผลให้ถูกต้องจะช่วยให้หายเร็วขึ้นอีกด้วย

  • | |

    มีเพศสัมพันธ์อย่างไรให้ปลอดภัย

    เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญของทุกคน การป้องกันก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน การมีเซ็กส์ยังไงให้ปลอดภัย เพื่อการป้องกัน และลดความเสี่ยงการติดต่อของโรคทางเพศสัมพันธ์ Safe Sex คืออะไร  Safe Sex มีแบบไหนบ้าง? แบบที่ 1 ก่อนที่จะมี Sex กับใครได้โปรดตรวจเลือดเพื่อความชัวร์!  แม้ว่าเราจะมั่นใจในตัวเอง หรือไว้ใจในคู่นอนของเรามากแค่ไหน แต่การตรวจเลือดก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็จะชัวร์และปลอดภัยมากกว่า เพราะการที่เราตรวจเลือดก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เราสามารถตรวจได้จากเลือดนั้นเอง เช่น โรคเอดส์ โรคซิฟิลิส หรือโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ที่ติดแล้วรักษายากมาก ๆ ซึ่งสามารถตรวจได้ตามโรงพยาบาลทั่วไปเลย ฉะนั้นก่อนมีเพศสัมพันธ์เราอยากจะแนะนำให้ตรวจเลือดก่อนทุกครั้งเพื่อเขาเพื่อเราจะได้ปลอดภั ข้อดีของการใช้ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันเราจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการคุมกำเนิดได้ 100% ถ้าถุงยาง ไม่รั่ว ไม่ขาด ไม่หมดอายุ ฉะนั้นเช็กดี ๆ ก่อนสวม ราคาไม่แพง หาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ เปิดขายกันตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพหรือภาวะแทรกซ้อนด้วย ข้อควรระวังในการใช้ถุงยาง อาจทำให้เกิดการแพ้สารเคมีในถุงยางได้ และอาจทำให้ถุงยางรั่วหรือแตก ระวังกันด้วยน้าา เช็กวันหมดอายุ รวมถึงเช็กขนาด รอยขาด รอยรั่วด้วยเพื่อความปลอดภัยของเรา แบบที่ 3…