ตรวจ STD ที่ไหนดี รวมคลินิกและสถานที่ตรวจมาตรฐาน

ตรวจ STD ที่ไหนดี? รวมคลินิกและสถานที่ตรวจมาตรฐาน

ในยุคที่เรื่องสุขภาพทางเพศเป็นสิ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ “การตรวจ STD” หรือ การตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้คุณรู้เท่าทันสุขภาพของตนเอง ป้องกันการแพร่เชื้อ และรักษาได้ทันท่วงทีหากพบความผิดปกติ การตรวจไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีอาการ แต่เหมาะสำหรับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือมีคู่นอนหลายคน ปัจจุบัน การตรวจ STD ไม่ได้ยุ่งยากหรือเป็นเรื่องน่าอายเหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะมีคลินิกเฉพาะทางและศูนย์บริการสุขภาพมากมายทั่วประเทศที่ให้บริการตรวจอย่างเป็นส่วนตัว ปลอดภัย และได้มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีระบบ จองตรวจออนไลน์ผ่าน Love2Test ที่ช่วยให้การ ตรวจ STD เป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และเป็นความลับ

ตรวจ STD คืออะไร และสำคัญอย่างไร

“Quicky"

คำว่า STD (Sexually Transmitted Diseases) หมายถึง โรคที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก รวมถึงการสัมผัสของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่น หรือเลือด โรคเหล่านี้อาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น แต่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว การตรวจ STD จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเฝ้าระวังสุขภาพ เพราะช่วยให้ค้นพบการติดเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ และเข้าสู่การรักษาได้เร็วที่สุด การรู้ผลเร็วไม่เพียงช่วยป้องกันการลุกลามของโรคเท่านั้น แต่ยังช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น ภาวะมีบุตรยาก หรือการติดเชื้อเรื้อรังในระบบสืบพันธุ์

โรค STD ที่ควรตรวจอย่างสม่ำเสมอ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีอาการและวิธีการตรวจที่แตกต่างกันออกไป โรคที่ควรตรวจบ่อยที่สุด ได้แก่ หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส แผลริมอ่อน เริมบริเวณอวัยวะเพศ ไวรัส HPV และ เอชไอวี

บางโรคอาจไม่มีอาการให้เห็น แต่สามารถตรวจพบได้ผ่านการตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ เช่น การตรวจ Swab ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีที่เหมาะสมตามอาการ และพฤติกรรมเสี่ยงของแต่ละคน การตรวจ STD อย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือน จึงถือเป็นมาตรฐานการดูแลสุขภาพทางเพศที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ เพราะยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาได้ง่าย และป้องกันการแพร่เชื้อได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“Quicky"

ตรวจ STD เมื่อไหร่ถึงเหมาะสมที่สุด

คำถามยอดนิยมคือ “ควรตรวจ STD เมื่อไหร่?” คำตอบคือ ทุกครั้งที่คุณมีความเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางกับคู่ใหม่ หรือรู้ว่าคู่ของคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรตรวจทันทีหลังจากนั้นประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ เนื่องจากบางโรคต้องใช้เวลาในการฟักตัวก่อนตรวจถึงจะพบเชื้อ สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ ควรตรวจ STD อย่างน้อยปีละ 1 – 2 ครั้ง และถ้ามีคู่นอนหลายคนหรือไม่ใช้ถุงยางอนามัย ควรตรวจทุก 3 – 6 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าสุขภาพทางเพศยังอยู่ในภาวะปลอดภัย การตรวจอย่างต่อเนื่องไม่เพียงป้องกันการติดเชื้อใหม่ แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับความสัมพันธ์ของคุณและคู่รักได้อีกด้วย

ขั้นตอนการตรวจ STD ในคลินิก

ขั้นตอนการตรวจ STD ในปัจจุบันได้รับการออกแบบให้สะดวกและไม่ซับซ้อน โดยทั่วไปจะเริ่มจากการให้คำปรึกษาเบื้องต้น จากนั้นแพทย์ หรือ เจ้าหน้าที่จะประเมินประเภทของการตรวจที่เหมาะสม เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือการเก็บตัวอย่างจากอวัยวะเพศ การตรวจส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นาน ผลตรวจบางรายการสามารถทราบได้ภายในวันเดียว เช่น การตรวจซิฟิลิสหรือเอชไอวีแบบรู้ผลเร็ว ส่วนบางโรคอาจต้องรอผลจากห้องปฏิบัติการ 3 – 7 วัน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะนัดให้คำปรึกษาและแนะนำการรักษาหรือการป้องกันต่อไป สิ่งสำคัญคือ ทุกขั้นตอนจะถูกเก็บเป็นความลับ ผลตรวจจะไม่ถูกเปิดเผยแก่บุคคลอื่น และผู้เข้ารับบริการสามารถใช้รหัสแทนชื่อเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวได้

“ChatLove2test"

ตรวจ STDบ่อยแค่ไหนถึงจะปลอดภัย

ความถี่ของการตรวจ STD ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมทางเพศของแต่ละคน สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำหรือมีคู่นอนหลายคน แนะนำให้ตรวจทุก 3 – 6 เดือน เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสุขภาพอย่างใกล้ชิด ส่วนผู้ที่มีคู่นอนประจำ และใช้ถุงยางสม่ำเสมอ ควรตรวจอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง การตรวจเป็นประจำคือกุญแจสำคัญของการดูแลสุขภาพทางเพศที่รับผิดชอบต่อทั้งตนเองและคู่รัก นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถรักษาโรคได้ทันก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

ตรวจ STD มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

ค่าบริการตรวจ STD แตกต่างกันไปตามประเภทของการตรวจ และสถานพยาบาล โดยทั่วไปการตรวจชุดพื้นฐาน เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม และเอชไอวี มักอยู่ในช่วง 600–1,500 บาท หากตรวจแบบแพ็กเกจหลายรายการพร้อมกัน ราคาจะยิ่งคุ้มค่ามากขึ้น

“PrEPLove2test"

หลายสถานพยาบาลยังมีบริการตรวจฟรี หรือ ราคาประหยัด โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ และคลินิกภาคประชาชนที่ได้รับงบสนับสนุนจากโครงการสุขภาพระดับประเทศ ผู้ที่ต้องการทราบราคาที่แน่นอนสามารถตรวจสอบผ่าน Love2Test ซึ่งแสดงรายละเอียดราคา และสิทธิประโยชน์ของแต่ละคลินิกไว้อย่างชัดเจน

การเลือกสถานที่ตรวจSTD ที่ได้มาตรฐาน

การตรวจSTD ควรทำในสถานพยาบาลที่มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข หรือองค์กรด้านสุขภาพที่มีมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องของผลตรวจ และความปลอดภัยของข้อมูลผู้รับบริการ ตัวเลือกที่แนะนำ ได้แก่

  • โรงพยาบาลรัฐและเอกชน ที่มีห้องปฏิบัติการผ่านการรับรอง
  • คลินิกเฉพาะทางด้านสุขภาพทางเพศ ที่มีทีมแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ
  • คลินิกชุมชนภาคประชาชน ที่มีการอบรมและพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่โดยตรง
  • หน่วยตรวจเคลื่อนที่ ขององค์กรที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการความสะดวก และมั่นใจในคุณภาพ สามารถใช้บริการ Love2Test ซึ่งได้รวบรวมสถานที่ตรวจที่ได้มาตรฐานทั่วประเทศ พร้อมระบบจองออนไลน์ฟรี ช่วยให้การ ตรวจSTD ของคุณเป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

ตรวจ STD แบบไม่ระบุชื่อ ทำได้จริงหรือไม่

ปัจจุบันการตรวจ STD แบบไม่ระบุชื่อเป็นบริการที่มีจริง และได้รับความนิยมสูง เพราะช่วยลดความกังวลเรื่องการถูกตีตราหรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ผู้รับบริการจะได้รับรหัสเฉพาะแทนชื่อจริงตั้งแต่ขั้นตอนการจองจนถึงการรับผลตรวจ คลินิกหลายแห่ง มีบริการตรวจแบบไม่ระบุชื่อโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้เข้ารับการตรวจรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในความลับของข้อมูลทั้งหมด ผลตรวจจะส่งตรงถึงผู้ใช้ผ่านระบบออนไลน์ที่เข้ารหัสอย่างปลอดภัย การตรวจแบบไม่ระบุชื่อจึงกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญที่ทำให้การดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติ และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

การตรวจ STD คือ กุญแจสำคัญของการดูแลสุขภาพทางเพศอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่เพียงช่วยป้องกันการแพร่เชื้อ แต่ยังช่วยให้รักษาได้ทันเวลา ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และสร้างความมั่นใจในชีวิตรักอย่างยั่งยืน ในปัจจุบัน การตรวจ STD เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยกว่าที่เคย สะดวก รวดเร็ว และเป็นส่วนตัว

แหล่งอ้างอิง (References)

  • World Health Organization (WHO). (2024). Sexually Transmitted Infections (STIs): Key Facts. Geneva: World Health Organization.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). Sexually Transmitted Infections (STIs) – Screening Recommendations. Atlanta: U.S. Department of Health and Human Services.
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2567). แนวทางการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567. กรุงเทพฯ: สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์.

Similar Posts

  • รักษาซิฟิลิส ไม่ต่อเนื่อง เสี่ยงอันตราย

    ว่าด้วยเรื่องของการ รักษาซิฟิลิส เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรง และสามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย โดยมีอาการที่ไม่ค่อยแสดงออกมา แต่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นการ รักษาซิฟิลิส จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดได้อย่างแน่นอน ความสำคัญของการ รักษาซิฟิลิส ในบางกรณีอาจพบอาการแสดงอื่นๆ เช่น ผื่นขึ้นที่ผิวหนังหรืออาการเจ็บคอ การรักษาโรคซิฟิลิสจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียและความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปแล้วการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก แต่ในกรณีที่เกิดภาวะที่รุนแรงอาจต้องใช้การรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเฉพาะทางได้ ดังนั้น หากมีอาการของโรคซิฟิลิส ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาซิฟิลิส ที่ถูกต้องและทันเวลา การตรวจ รักษาซิฟิลิส ในห้องปฏิบัติการ การตรวจโรคซิฟิลิส สามารถทำได้โดยใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยหลักการจะเป็นการเพาะเชื้อจากตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ เช่น สารอาหาร อุจจาระ หรือเลือด โดยเชื้อจะถูกเพาะบนสื่อเลี้ยงเชื้อ และจะต้องรอให้เชื้อขยายพันธุ์เพียงพอเพื่อทำการวิเคราะห์ วิธีการ รักษาซิฟิลิส การรักษาโรคซิฟิลิส จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และสถานะของผู้ป่วย โดยภาพรวมแล้วการรักษาโรคซิฟิลิส จะประกอบไปด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม เพื่อกำจัดเชื้อ และการรักษาโรคแทรกซ้อนหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้ร่วมด้วย ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาโรคซิฟิลิส เป็นแอนติไบโอติก ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง ที่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ แต่วิธีการใช้ยาและเวลาที่จะต้องใช้ในการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณเชื้อ อาการของโรค…

  • รักษาหูดข้าวสุก ด้วยตัวเอง ทำได้หรือไม่

    หลายคนสงสัยว่าการ รักษาหูดข้าวสุก นั้นสามารถทำได้ด้วยตัวเองจริงหรือเปล่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทำได้ยากเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าติดเชื้อมาตอนไหน และลักษณะของตุ่มก็มีความคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังชนิดอื่นด้วย หากคิดจะ รักษาหูดข้าวสุก ควรทำการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้โดยตรงจะดีที่สุด ซึ่งวันนี้ เราจะมาแนะนำเรื่องเกี่ยวกับการรักษาหูดข้าวสุกและการป้องกันที่คุณควรรู้เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคนี้ได้ครับ หูดข้าวสุก คือโรคอะไรกันแน่? การวินิจฉัยโรคหูดข้าวสุก หากคุณสงสัยว่าจะเป็นโรคหูดข้าวสุก และทำการพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติและลักษณะอาการของโรคที่คุณกำลังเป็นอยู่ แล้วจึงเริ่มการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย เพื่อยืนยันผลการติดเชื้อไวรัสได้แม่นยำมากขึ้น ได้แก่ รักษาหูดข้าวสุก ทำได้อย่างไร? ความจริงแล้ว ในผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี คุณจะสามารถหายจากโรคหูดข้าวสุกได้เอง แม้ไม่ได้รับการรักษา ภายในครึ่งปีถึง 1 ปี แต่ร่างกายคนเรานั้น ก็ไม่อาจมองจากภายนอกอย่างเดียวได้ว่ามีความแข็งแรงแค่ไหน หากคุณไม่ได้รับการตรวจรักษา หูดข้าวสุกอาจจะยังคงอยู่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปีเลยทีเดียว โดยการรักษาสามารถทำได้หลายวิธี หรือแพทย์อาจพิจารณาเลือกใช้หลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับขนาด จำนวน และตำแหน่งของหูดข้าวสุกที่เกิดขึ้น ดังวิธีต่อไปนี้ อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ Post Views: 1,877

  • ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีผลกระทบต่อทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อบางอย่างสามารถรักษาได้เพื่อให้คุณ และคู่นอนของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรง และคุณเองสามารถป้องกันตัวเองจากการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ STI  คืออะไร? โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รักษาไม่หายขาด วิธีการป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำอย่างไรได้บ้าง อ่านบทความอื่นๆ

  • รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ “กามโรค” อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

    ในยุคที่ความสัมพันธ์ทางเพศเปิดกว้างและการพบปะผู้คนใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายผ่านแอปหรือสังคมออนไลน์ “กามโรค” กลายเป็นประเด็นสุขภาพที่คนรุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญมากกว่าที่คิด หลายคนอาจมองว่ากามโรคเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าเป็นโรคของคนเจ้าชู้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กามโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง คู่รัก หรือแม้แต่คนที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก การเข้าใจเรื่องกามโรคอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในสังคม และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติและสำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายทั่วไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ “ทุกเรื่องเกี่ยวกับกามโรค” ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน ไปจนถึงแนวทางการรักษาแบบมืออาชีพ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าความรู้เรื่องนี้จะช่วยปกป้องคุณและคนรอบตัวจากโรคที่อาจส่งผลต่อชีวิตในระยะยาว ความหมายของ “กามโรค” คืออะไร ? กามโรค ที่พบบ่อยในประเทศไทย ประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วยกามโรคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีคู่นอนหลายคนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ปัจจุบันกามโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีดังนี้ 1. หนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์โดยตรง อาการที่พบบ่อยคือปัสสาวะแสบขัด มีหนองออกจากอวัยวะเพศ หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจลุกลามจนทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก หรือการอักเสบของอุ้งเชิงกรานในผู้หญิงได้ 4. หูดหงอนไก่ (Genital Warts) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เกิดตุ่มหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก…

  • กามโรคเป็นแล้วรักษาหายได้ไหม?

    กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคหรือคนที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก เดิมมีชื่อว่า กามโรค (venereal diseases) ในปัจจุบันมีการค้นพบโรคในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted infections, STIs) โรคที่สำคัญคือ ซิฟิลิส หนองในแท้ หนองในเทียม เริม และเอชพีวี กามโรค (Venereal Disease)  คืออะไร ไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคติดเชื้อเมนิงโกค็อกคัส หรือไข้กาฬหลังแอ่น  บ่อยครั้งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส อยู่ในลำคอและโพรงจมูกทางด้านหลัง การแพร่เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวไปยังคู่นนอน ผ่านการทำออรัลเซ็กส์ การจูบแบบดูดดื่ม หรือการกระทำอื่น ๆ ที่ถ่ายทอดเชื้อจากละอองเสมหะ 2. เชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium) โรคบิดไม่มีตัว หรือโรคบิดชิเกลลา แพร่สู่กันผ่านการสัมผัสทางตรงและทางอ้อมกับอุจจาระมนุษย์ ผู้ติดเชื้อจะมีอาการปวดท้องรุนแรง และถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด  4. ฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum หรือ…

  • หูดหงอนไก่ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหากรู้จักป้องกัน

    หูดหงอนไก่ คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) รอยโรคจะมีลักษณะก้อนหูดขนาดเล็ก ไปจนถึงใหญ่ ตำแหน่งที่มักพบได้บ่อยคือ บริเวณเยื่อบุผิวที่ตำแหน่งอวัยวะเพศ เช่น ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก ท่อปัสสาวะ เยื่อหุ้มปลายองคชาต หูดหงอนไก่สามารถป้องกันได้โดยการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้มีการต่อต้านเชื้อไวรัสชนิดนี้ ผ่านการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV ซึ่งสามารถฉีดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง หูดหงอนไก่มีลักษณะอาการอย่างไร ? หูดหงอนไก่ป้องกันได้อย่างไร ? การป้องกันหูดหงอนไก่ที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัส HPV เข้าสู่ร่างกาย ด้วยการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โดยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้ นอกจากนี้ควรเข้ารับการฉีดวัคซีน HPV ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันได้ทั้งหูดหงอนไก่ และมะเร็งปากมดลูก การรักษาหูดหงอนไก่ การรักษาหูดหงอนไก่ทำได้หลายวิธี ได้แก่ หูดหงอนไก่ เมื่อเคยเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นได้อีกถึงร้อยละ 70 หลังจากหยุดการรักษาไป 6 เดือน เนื่องจากไวรัส HPV ไม่ทำให้เซลล์ตายหรือสลายไป การติดเชื้อถูกจำกัดอยู่เฉพาะในชั้นเยื่อบุ ไม่เข้าสู่กระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลือง ร่างกายไม่เกิดภูมิต้านทานเหมือนโรคอื่น Post Views: 2,124