Undetectable
| | | | |

Undetectable แล้วไม่ป้องกันได้ไหม ปลอดภัยจริงไหม?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด หรือ “U=U” ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการแพทย์และสาธารณสุข โดยคำว่า “Undetectable” หมายถึงการที่ปริมาณไวรัส HIV ในเลือดของผู้ติดเชื้อลดต่ำจนไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ติดเชื้อได้รับการบำบัดด้วยยาต้านไวรัส (ART) อย่างสม่ำเสมอ แนวคิด U=U เป็นที่ยอมรับทางวิทยาศาสตร์ว่า ผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบ ไม่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ อย่างไรก็ตาม คำถามที่หลายคนยังคงสงสัยคือ ถ้าไวรัสตรวจไม่พบแล้ว สามารถมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยได้ไหม และมันปลอดภัยจริงหรือ?

แนวคิด U=U คืออะไร?

“Quicky"

“Undetectable = Untransmittable” หรือ “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” เป็นแนวคิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ โดยหมายความว่า หากผู้ติดเชื้อ HIV สามารถลดปริมาณไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบ จะไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ HIV ให้กับคู่นอน งานวิจัยหลายชิ้น เช่น การศึกษาขนาดใหญ่จากโครงการ PARTNER และ HPTN 052 ได้แสดงให้เห็นว่า คู่รักที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ไม่ตรงกัน (หนึ่งคนมีเชื้อ อีกคนไม่มีเชื้อ) เมื่อผู้ที่ติดเชื้อสามารถควบคุมระดับไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบได้ ไม่มีการแพร่เชื้อ HIV เกิดขึ้นเลย แม้ว่าจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การศึกษาจากโครงการ PARTNER ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในการตรวจสอบเรื่อง U=U ได้ติดตามคู่รักหลายพันคู่ทั่วโลกที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ต่างกัน และพบว่าในกรณีที่ผู้ติดเชื้อ HIV มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบ ไม่มีการแพร่เชื้อ HIV เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย การศึกษานี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่า U=U เป็นความจริงที่สามารถเชื่อถือได้

การใช้ถุงยางอนามัยกับ Undetectable ปลอดภัยจริงหรือ?

แม้ว่า U=U จะยืนยันได้ว่าผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบจะไม่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้ แต่คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ การตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยจะปลอดภัยจริงหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) อื่นๆ และความเสี่ยงจากการขาดความสม่ำเสมอในการรับยา

“Quicky"

Undetectable นั้นวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว

Undetectable

จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน แนวคิด U=U ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เมื่อผู้ติดเชื้อ HIV มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบในเลือดนานกว่า 3-6 เดือน (Undetectable) และมีการติดตามการรับยาต้านไวรัส (ART) อย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อจะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ (Untransmittable) แม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม การวิจัยหลัก เช่น:

  • โครงการ PARTNER: โครงการนี้ติดตามคู่รักที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ไม่ตรงกันกว่า 1,000 คู่ พบว่าไม่มีกรณีใดเลยที่เกิดการแพร่เชื้อ HIV จากผู้ที่มีไวรัสในระดับตรวจไม่พบไปยังคู่นอนของพวกเขา แม้ว่าจะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม
  • โครงการ HPTN 052: เป็นอีกหนึ่งการศึกษาใหญ่ที่ยืนยันเช่นเดียวกันว่า หากผู้ติดเชื้อสามารถลดปริมาณไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบ การแพร่เชื้อ HIV จะไม่เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย

ทำไมยังต้องใช้ถุงยางอนามัย?

Undetectable

แม้ U=U จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบจะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ได้ แต่การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญด้วยเหตุผลดังนี้:

“ChatLove2test"
  1. ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ: ถึงแม้ U=U จะป้องกันการแพร่เชื้อ HIV ได้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ เช่น หนองใน, ซิฟิลิส, ไวรัสตับอักเสบ หรือเริม ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการแพร่เชื้อโรคเหล่านี้
  2. ความสม่ำเสมอในการรับยา: การรักษาระดับปริมาณไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบต้องอาศัยการรับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ หากมีการหยุดรับยา ลืมกินยา หรือขาดการรักษา ปริมาณไวรัสอาจกลับมาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อ HIV ได้อีก การใช้ถุงยางอนามัยยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยในการป้องกันเหตุการณ์นี้
  3. ป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว: การตรวจปริมาณไวรัส HIV เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ แม้ปริมาณไวรัสจะต่ำจนตรวจไม่พบ แต่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยในช่วงที่ไม่ได้ตรวจปริมาณไวรัสหรือในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการรับยา อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้

U=U ใช้ได้กับทุกคนหรือไม่?

Undetectable เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับผู้ติดเชื้อ HIV ที่สามารถลดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อ HIV จะสามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายได้ถึงระดับนี้ทันที กระบวนการลดไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบต้องอาศัยการรักษาที่สม่ำเสมอ บางคนอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะถึงระดับนี้ และมีบางกรณีที่ร่างกายของผู้ติดเชื้อไม่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ทำให้ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ถึงระดับที่ตรวจไม่พบ

ข้อควรพิจารณาสำหรับการไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การตัดสินใจที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยในบริบทของ U=U ควรพิจารณาหลายแง่มุม:

“PrEPLove2test"
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ: การไม่มี HIV ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การใช้ถุงยางอนามัยยังคงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคอื่นๆ ที่สามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์
  • การสื่อสารระหว่างคู่รัก: ความเข้าใจร่วมกันในสถานะสุขภาพของทั้งสองฝ่ายมีความสำคัญ ทั้งในเรื่องการตรวจปริมาณไวรัส HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
  • ความมั่นใจในสถานะสุขภาพ: คู่รักควรตรวจสอบสุขภาพเป็นประจำ และปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยในความสัมพันธ์

ผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ได้ แม้จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะไม่ใช้ถุงยางอนามัยควรพิจารณาถึงความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และความสม่ำเสมอในการรับยาต้านไวรัส

แม้ U=U จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความกังวลในการแพร่เชื้อ HIV แต่การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและครอบคลุมที่สุดในการป้องกันทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และ HIV โดยการสื่อสารและการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คู่รักสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

Similar Posts

  • ยา เพร็พ (PrEP) คืออะไร ? คู่มือสุขภาพป้องกัน HIV

    ในยุคปัจจุบันที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญต่อสังคม การป้องกันล่วงหน้าเป็นหนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ยา เพร็พ (PrEP) จึงถูกพัฒนาและนำมาใช้ในวงการสาธารณสุขทั่วโลก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับยาเพร็พอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีการใช้ ประโยชน์ ผลข้างเคียง ตลอดจนการเข้าถึงบริการในประเทศไทย เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและดูแลสุขภาพได้อย่างมืออาชีพ ความหมายและความสำคัญของ ยาเพร็พ ประเภทของยาเพร็พและแนวทางการใช้ เพร็พมี 2 รูปแบบหลัก คือ เพร็พรายวัน และ เพร็พแบบตามความเสี่ยง เพร็พรายวัน คือ การรับประทานยาเป็นประจำทุกวัน เพื่อสร้างระดับยาคงที่ในร่างกาย เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง ส่วนเพร็พแบบตามความเสี่ยง ใช้เฉพาะช่วงที่คาดว่าจะมีความเสี่ยง โดยต้องรับประทานยาตามสูตร และช่วงเวลาที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ก่อนเริ่มใช้ยาเพร็พ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจหาเชื้อ HIV รวมถึงตรวจการทำงานของตับและไต หากผลตรวจผ่านเกณฑ์ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ผลข้างเคียงของยาเพร็พและการดูแลตัวเอง การใช้ยาเพร็พโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัย และได้รับการยอมรับว่ามีผลข้างเคียงน้อย แต่ในบางรายอาจพบอาการข้างเคียงเล็กน้อยในช่วงเริ่มต้น เช่น อาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือท้องเสีย ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะค่อย ๆ หายไปภายในไม่กี่สัปดาห์ เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวกับยา…

  • Love2Test แพลตฟอร์มสุขภาพทางเพศที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

    ปัจจุบัน สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) และเอชไอวี (HIV) ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนทั่วโลก แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยให้มีวิธีป้องกันและรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การเข้าถึงบริการเหล่านี้ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับหลายคน Love2Test จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจหาเอชไอวีและดูแลสุขภาพทางเพศได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นส่วนตัว บทบาทสำคัญของLove2Test ในการลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีในประเทศไทย ความสำคัญของการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ การตรวจหาเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การตรวจพบเชื้อในระยะแรกช่วยให้สามารถเริ่มต้นการรักษาได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อและช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพที่ดี ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การใช้ ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) เป็นตัวเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงหลังจากได้รับเชื้อ การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยป้องกันโรค แต่ยังเป็นการดูแลตัวเองและคนที่คุณรักให้ปลอดภัยอีกด้วย บริการที่ครอบคลุมจากLove2Test Love2Testมอบบริการด้านสุขภาพทางเพศแบบครบวงจร ได้แก่ Love2Testทำให้การดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องง่ายและไร้กังวล ใครบ้างที่ควรใช้ Love2Test แพลตฟอร์มนี้ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการตรวจเอชไอวีและข้อมูลด้านสุขภาพทางเพศได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นส่วนตัว โดยเหมาะสำหรับ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มใด Love2Testพร้อมเป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพทางเพศของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ ช่องทางการเข้าถึงLove2Test คุณสามารถเข้าถึงบริการของLove2Test ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ อ่านบทความอื่น…

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted diseases)

    โรคที่ติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งโดยผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แล้วทำให้เกิดโรค ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ทำให้เกิดภาวะการมีบุตรยาก ทุพลภาพและอาจตายได้ ซึ่งมผลกระทบต่อภาวะสุขภาพกาย และจิตใจและสุขภาพที่รุนแรงต่อทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กได้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ  การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์   การปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใครควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจจากอะไร? การตรวจสามารถทำได้หลายวิธี แพทย์จะเลือกการตรวจที่เหมาะสมที่สุดจากการซักประวัติ ซึ่งวิธีตรวจหลักๆ จะมีดังนี้ อ่านบทความอื่นๆ

  • |

    ไวรัสตับอักเสบบี มีสาเหตุมาจากอะไร?

    ไวรัสตับอักเสบบี เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ยังถูกพบจำนวนมาก ในประเทศไทย ซึ่งนำไปสู่โรคร้ายแรงต่อตับของร่างกาย ได้แก่ โรคมะเร็งตับ โรคตับแข็ง และโรคตับวาย เป็นต้น ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่าตัวเองติดไวรัสตับอักเสบบีอยู่ เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจว่าโรคชนิดนี้มีสาเหตุมาจากอะไร โดยบทความนี้จะแสดงรายละเอียดถึงโรคไวรัสตับอักเสบบีทั้งหมด รู้จักไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อกันอย่างไร เชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะสามารถติดต่อกันผ่านทางเลือด และสารคัดหลั่งของมนุษย์เป็นหลัก การที่จะรู้ได้ว่าคุณติดเชื้อแล้วหรือไม่ จะต้องมีการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วยวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้ ความเสี่ยงเหล่านี้ อาจทำให้คุณติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี ได้ ไวรัสตับอักเสบบี หายขาดหรือไม่ โรคนี้สามารถหายขาดได้ หากตรวจพบเชื้ออย่างรวดเร็ว หรืออยู่ในระยะอาการแบบเฉียบพลัน เฉลี่ยใช้เวลาในการรักษาประมาณ 3 เดือน แต่สำหรับในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีระยะอาการตับอักเสบเรื้อรัง แพทย์จะต้องทำการตรวจวินิจฉัย และวางแผนในการรักษาอย่างรอบคอบต่อไป ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ Post Views: 1,845

  • |

    โรคเอดส์ ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ป้องกันได้ รักษาได้

    “โรคเอดส์” หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินมาตั้งแต่อดีต และในบางครั้งยังถูกใช้อย่างคลาดเคลื่อน จนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ซึ่งเป็นไวรัสต้นเหตุของโรคเอดส์อย่างแท้จริง บางคนเข้าใจว่า HIV และเอดส์คือสิ่งเดียวกัน หรือเข้าใจว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้และต้องเสียชีวิตในเวลาอันสั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคเอดส์ อย่างถูกต้อง แยกให้ออกระหว่างการติดเชื้อ HIV กับการเป็นเอดส์ พร้อมทั้งพูดถึงวิธีการป้องกัน การรักษา และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน HIV และเอดส์ ต่างกันอย่างไร ? อาการเหล่านี้มักไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย HIV จึงเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด การวินิจฉัยและตรวจหา HIV การตรวจ HIV ในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งในโรงพยาบาล คลินิกเวชกรรม หรือคลินิกชุมชนที่ให้บริการโดยไม่เปิดเผยชื่อ นอกจากนี้ยังมีชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต การตรวจควรทำภายหลังมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ และอาจต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ หากพบว่าติดเชื้อ…

  • | | |

    ยาเป๊ป (PEP) ยาต้านฉุกเฉินป้องกันเอชไอวี

    ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี การทานยา เป๊ป(PEP) จะต้องทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน และทานยาต้านไวรัสประกอบกัน 2-3 ชนิด ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับผู้มีเชื้อเอชไอวี แต่ยาต้านไวรัสส่วนมาก มักมีผลข้างเคียง บางรายอาจมีอาการท้องเสีย ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน และอิดโรย โดยผลข้างเคียงนี้อาจมีอาการรุนแรงในบางราย จนทำให้เป็นสาเหตุของผู้ทานยา หยุดยาไปก่อนที่จะทานครบกำหนด สาเหตุที่ต้องรับยาเป๊ป ( PEP ) ยาเป๊ป (PEP) เป็นยาต้านฉุกเฉิน ในกรณีการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันและควรเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น และการรับยา PEP จะช่วยยับยั้งการกลายเป็นตัวไวรัสที่สมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ร่างกายของผู้ป่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันก่อนจะแพร่กระจายในร่างกายได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานยาให้เร็วที่สุด ต้องกินยาเป๊ป ( PEP ) นานแค่ไหน การกินยา PEP ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดจะต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังได้รับความเสี่ยง โดยกินอย่างสม่ำเสมอทุกวัน(กินเวลาเดิม) ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 28 วัน โดยสูตรยาที่กินจะมีทั้งแบบวันละครั้งและวันละ 2 ครั้ง…