ทำไม คุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องตรวจ HIV

ทำไม คุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องตรวจ HIV

การตรวจ HIV สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ HIV จากแม่ไปยังลูกน้อย ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตรได้ ซึ่งประเภทของการแพร่เชื้อชนิดนี้ เรียกว่า การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ในบทความนี้ เราจะบอกเหตุผลที่ทำไมผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่วางแผนจะมีบุตร จำเป็นต้องได้รับการตรวจ HIV รวมไปถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อนี้ และมีขั้นตอนใดที่สามารถทำ เพื่อลดความเสี่ยงที่อันตรายได้

คุณแม่ตั้งครรภ์ กับการติดเชื้อ HIV

“Quicky"

Mother to Child Transmission หรือ MTCT หมายถึง การติดเชื้อจากแม่ผู้มีเชื้อ HIV ไปยังลูกในช่วงการตั้งครรภ์ การคลอด เเละการให้นมลูกด้วยนมแม่ ในเชิงพันธุกรรมของโรคเอดส์หรือเอชไอวี การติดเชื้อ MTCT เกิดขึ้นเมื่อเชื้อไวรัสถูกส่งต่อจากแม่ผู้ติดเชื้อ HIV ไปยังลูกขณะที่อยู่ในช่วงเหล่านี้

เราสามารถป้องกันโอกาสที่คุณแม่ตั้งครรภ์ จะส่งเชื้อไปยังลูกน้อยได้ด้วยการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่จะช่วยลดปริมาณเอชไอวีในเลือด และของเหลวในร่างกายของผู้หญิงตั้งครรภ์ และสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อให้กับเด็กน้อยในครรภ์ได้ มีการแนะนำการปฏิบัติอื่นๆ เช่น การผ่าตัดคลอด และการงดให้นมเด็กด้วยนมแม่ เพื่อป้องกันและรักษาอย่างเหมาะสม โอกาสของ MTCT จะลดลงอย่างมาก ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ ที่ติดเชื้อเอชไอวี มีลูกที่มีสุขภาพแข็งแรง และไม่ติดเชื้อเอชไอวี

ทำไม คุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องตรวจ HIV?

ผู้หญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับการตรวจเอชไอวี เพราะเอชไอวีสามารถติดต่อจากผู้หญิงตั้งครรภ์ ไปยังทารกของเธอได้ ในช่วงการตั้งครรภ์ การคลอดลูก หรือการให้นมบุตร แต่หากได้รับการดูแลรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ที่เหมาะสม อาการติดเชื้อที่สามารถส่งต่อจากแม่ไปยังลูกน้อยจะลดลงอย่างมาก

“Quicky"

หากคุณแม่ตั้งครรภ์ ติดเชื้อเอชไอวี และไม่ได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเหมาะสม จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไปยังทารกของเธออย่างมาก ในความเป็นจริง โดยไม่มีการแทรกแซงใดๆ ความเสี่ยงที่จะส่งต่อโรคจากแม่ไปยังลูกน้อยนั้นประมาณ 15-45% ดังนั้น แนะนำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ ทุกคนทำการตรวจเอชไอวี เป็นส่วนประกอบของการดูแลสุขภาพเป็นประจำก่อนคลอด หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี จะสามารถได้รับการดูแลและรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสม เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสไปยังทารกของเธอ และป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพของตนเองในอนาคต

การวินิจฉัยการติดเชื้อ HIV ใน คุณแม่ตั้งครรภ์

การวินิจฉัยการติดเชื้อ HIV ใน คุณแม่ตั้งครรภ์

การตรวจเชื้อเอชไอวีระหว่างการฝากครรภ์เป็นวิธีที่พบได้มากที่สุดในการวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ การทดสอบจะตรวจพบเอ็นไซม์ที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือความเป็นมาตรฐานของสารพันธุกรรมเอชไอวีในเลือด หากผู้หญิงทดสอบพบว่าติดเชื้อเอชไอวีระหว่างการตั้งครรภ์ จะต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาค่าไวรัสเอชไอวีในเลือด (จำนวนของเชื้อไวรัสในเลือด) และการนับเซลล์เอชไอวี CD4 (การวัดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน) การตรวจเชื้อเหล่านี้จะช่วยกำหนดการดูแลและการรักษาที่เหมาะสมที่จะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไปยังทารกและป้องกันการเสียชีวิตของแม่

“ChatLove2test"

การรักษาและดูแล คุณแม่ตั้งครรภ์ ที่ติดเชื้อเอชไอวี

การรักษาเชื้อเอชไอวีในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ด้วยการใช้ยาต้านไวรัสเอนตี้รีโทรไวรัส (ART) เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ตั้งครรภ์ การใช้ยา ART เป็นการใช้ร่วมกันของหลายชนิดของยาที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อไวรัส ลดจำนวนของเชื้อไวรัสในเลือดและของออกซิเจนของแม่และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไปยังทารกการใช้ ART มักจะเริ่มต้นในช่วงตั้งครรภ์และต่อเนื่องไปยังช่วงคลอดและหลังคลอด ในบางกรณีอาจแนะนำการผ่าตัดคาดคลอดก็ได้เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อระหว่างการคลอด ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอชไอวีแนะนำให้หลีกเลี่ยงการให้นมบุตร เนื่องจากอาจทำให้เชื้อไวรัสถูกส่งต่อไปยังทารกได้

ประโยชน์ในการตรวจ HIV

  • การตรวจพบเชื้อเอชไอวีในคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่รวดเร็ว สามารถลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อจากแม่ไปยังทารกได้
  • การวินิจฉัย และรักษาโรคเอชไอวีจะช่วยป้องกัน หรือเลื่อนการเริ่มต้นของโรคที่เกี่ยวกับเอชไอวีในแม่ได้
  • ช่วยให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ ได้รับการดูแลและรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมเพื่อปกป้องสุขภาพของทั้งคู่
  • ผู้หญิงที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวีในช่วงการตั้งครรภ์ สามารถรับการปรึกษาและการสนับสนุน เพื่อช่วยให้พวกเขาเผชิญกับการวินิจฉัยและจัดการโรคได้
  • การตรวจเอชไอวีระหว่างการตั้งครรภ์ ยังช่วยลดความเสียหายที่เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโดยการเพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของการตรวจและการวินิจฉัยในช่วงเร็ว
  • การตรวจและรักษาโรคเอชไอวีในผู้หญิงตั้งครรภ์ ในช่วงเวลาที่รวดเร็วสามารถเพิ่มโอกาสให้แม่มีการตั้งครรภ์ที่เหมาะสมและเกิดบุตรที่มีสุขภาพแข็งแรงได้

การป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกด้วยเชื้อเอชไอวี

นอกจากการใช้ยาต้านเอชไอวีแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่ไปยังลูก เช่น

“PrEPLove2test"
  • การป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP): PrEP เป็นยาที่สามารถทานได้เฉพาะคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ เมื่อมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อในช่วงการตั้งครรภ์ บางครั้ง PrEP จะเป็นทางเลือกที่แนะนำ
  • การป้องกันหลังถูกเชื้อ (PEP): PEP เป็นยาที่สามารถทานได้เฉพาะคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี แต่ได้รับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เมื่อมีการสัมผัสกับเชื้อเอชไอวี ในช่วงการคลอดหรือเหตุการณ์อื่น ๆ
  • การคลอดด้วยวิธีผ่าทำคลอด: บางกรณีอาจแนะนำให้ใช้วิธีผ่าทำคลอด (C-section) เพื่อลดโอกาสในการแพร่เชื้อในช่วงการคลอด วิธีการผ่าทำคลอดสามารถสำคัญมากสำหรับผู้หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีปริมาณที่สูง (High Viral Load) หรือที่ไม่เคยได้รับการรักษาที่เหมาะสมมาก่อนหน้านี้
  • หลีกเลี่ยงการให้นมบุตร: คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการให้นมลูก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังเด็กน้อย ควรใช้วิธีการให้นมอื่น เช่น นมสูตร นมผง หรือนมจากผู้บริจาคแทน
การป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกด้วยเชื้อเอชไอวี

อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อาการซึมเศร้า ของผู้ติดเชื้อ HIV เอาชนะอย่างไร?

อะไรคือ เพร็พกับเป๊ป

ถ้าถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวี ระหว่างการตั้งครรภ์ อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า และท้อแท้ใจได้ แต่ด้วยการดูแลรักษาทางการแพทย์ และการสนับสนุนที่เหมาะสมจากสามี หรือครอบครัว คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี ยังสามารถมีการตั้งครรภ์ที่ดี และสามารถคลอดลูกออกมาเป็นเด็กที่แข็งแรงได้ การทำการตรวจโรค การวินิจฉัยเร็ว การให้ยารักษาอาการเอชไอวี (ART) และการเลือกวิธีการคลอด การให้นมบุตรที่เหมาะสม สามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อระหว่างแม่และเด็กลงได้ สำคัญคือ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ที่เป็นเจ้าของไข้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีสุดครับ

Similar Posts

  • ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง

    การติดเชื้อเอชไอวีนับว่าเป็นปัญหาระดับโลกที่หน่วยงานระดับสากล ได้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมุ่งหวังที่จะลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถค้นพบวิธีการรักษาให้หายขาดได้ 100% แต่การพัฒนาที่ก้าวล้ำมากที่สุดในตอนนี้ คือการรักษาผู้ป่วยให้สามารถมีชีวิตร่วมกับเชื้อเอชไอวีได้อย่างปกติ และที่ขาดไม่ได้คือการพัฒนาชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ( HIV Self Test) ซึ่งมีส่วนช่วยในการตรวจคัดกรองเอชไอวีเบื้องต้นได้ง่ายดาย อีกทั้งยังเข้าถึงผู้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในระดับครัวเรือนอย่างทั่วถึงมากขึ้นด้วยเช่นกัน ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองคืออะไร? ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ( HIV Self Test) คือ ชุดเครื่องมือที่ทางการแพทย์ที่ได้ออกแบบมาอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ที่ต้องการทราบผลเลือดได้สามารถตรวจด้วยตัวเองอย่างสะดวกรวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่ผ่านความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี แต่ไม่ต้องการหรือไม่สะดวกในการเข้ารับการตรวจคัดกรองยังสถานพยาบาล เนื่องจากต้องการความเป็นส่วนตัวมากกว่า ซึ่งชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองได้มีการพัฒนาขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงการตรวจเอชไอวีได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยชุดตรวจที่มีประสิทธิภาพจะต้องได้รับการรับรองจากองค์กรระดับสากลอย่างถูกต้อง ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองดีไหม น่าเชื่อถือหรือไม่?  บทความอื่นๆ : มารู้จักเอดส์ กับระยะของการติดเชื้อ และผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงสังเกตตนเองอย่างไร จองตรวจเอชไอวี ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย : Love2test

  • |

    วิธีการรักษาผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี

    ผื่นที่ผิวหนัง เป็นอาการทั่วไปเมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ขึ้น อาการมักจะเป็นสัญญาณเริ่มแรก และมักจะเกิดขึ้นในช่วง 2 – 3 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างก่าย ซึ่งอาการผื่นอาจไม่ได้เป็นเกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จากยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ได้ด้วย ผื่นที่เกิดจากเชื้อเอชไอวี ผื่นที่เกิดจากเชื้อเอชไอวี มักจะเป็นจุดด่างดวงบนผิวหนัง ถ้าเป็นคนผิวขาวก็จะเป็นจุดสีแดง แต่ถ้าเป็นคนผิวสีเข้มก็จะเป็นสีดำอมม่วง โดยความรุนแรงของผื่นจะไม่เท่ากันในแต่ละคน บางคนก็อาจจะมีผื่นขึ้นรุนแรงมากเป็นบริเวณกว้าง ในขณะที่บางคนก็อาจจะมีผื่นขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น แต่ถ้าผื่นที่เกิดจากเชื้อเอชไอวี เป็นผลมาจากยาต้านไวรัส ผื่นจะเป็นรอยแผลแดงบวมไปทั่วร่างกาย ผื่นแบบนี้เรียกว่า ผื่นแพ้ยา สังเกตว่าผื่นขึ้นตรงไหล่ หน้าอก ใบหน้า ท่อนบนของร่างกาย และมือหรือไม่ ผื่นเอชไอวีจะมีอาการเจ็บ และคัน ในช่วงเวลาที่ ผื่นปรากฏและจะมาพร้อมกับอาการอื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นอาการเริ่มแรกของการติดเชื้อเอชไอวี อาการเหล่านี้ สาเหตุของผื่นจากเชื้อเอชไอวี ผื่นเกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายลดลง จะเกิดขึ้นในระยะไหนของการติดเชื้อก็ได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว มีผื่นจะเกิดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์หลังจากที่คุณได้รับเชื้อ เป็นระยะที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงในตัวอย่างเลือด ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเราสามารถตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้จากการตรวจเลือด แต่บางคนก็อาจจะไม่ผ่านขั้นตอนนี้ แต่จะมีผื่นขึ้นหลังจากติดเชื้อไวรัสไปถึงระยะอื่นแล้วก็ได้ และนอกจากนี้ผื่นเอชไอวี ยังอาจเป็นอาการแพ้ยาต้านไวรัสเอชไอวี ก็ได้ เช่น Amprenavir Abacavir และ…

  • | | |

    ยาเพร็พ (PrEP) ป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อเอชไอวี

    ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี เพื่อให้ร่างกายมีระดับยาที่เพียงพอในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยต้องจะรับประทานยาติดต่อกันทุกวันตลอดช่วงที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ และการใช้ยาในลักษณะนี้จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดก่อนเริ่มยาว่าตนไม่มีเชื้อเอชไอวี อยู่ก่อนแล้ว  ใครบ้างที่ควรได้รับยาเพร็พ (PrEP) ยาเพร็พ (PrEP) ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ได้กี่เปอร์เซ็นต์ การใช้ยา PrEP อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง โดยกินต่อเนื่องทุกวันไปอย่างน้อย 7 วันก่อนที่จะมีความเสี่ยง จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไอวี จากการมีเพศสัมพันธ์ได้มากกว่า 90 % ส่วนในกรณีของผู้ใช้ยาเสพติดแบบฉีด สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลงได้ถึง 70% ดังนั้นถ้าเราอยากจะป้องกันให้ดีที่สุด ก็ควรกิน PrEP และใช้ถุงยางอนามัยด้วย เพราะหากพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป (เช่น ถุงยางแตก หรือคู่ไม่ยอมใส่ หรือลืมกิน PrEP) ก็มีอีกอย่างที่ช่วยป้องกันเราจากการติดเชื้อเอชไอวีได้ ทำไงถ้าลืมทานยาเพร็พ (PrEP) หากลืมกินยา หรือกินยาไม่ตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง สามารถ รัประทานห่างกันได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง หากลืมเมื่อใด แล้วนึกออกให้รับประทานทันที แต่หากลืมเกิน 7 วัน ให้เริ่มนับ…

  • | | | |

    Untransmittable ความสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคม

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “Untransmittable” ที่มาพร้อมแนวคิด “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” (U=U) ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการแพทย์และสังคมทั่วโลก แนวคิดนี้ไม่เพียงแค่ช่วยปรับปรุงชีวิตของผู้ติดเชื้อ HIV แต่ยังเปลี่ยนแปลงทัศนคติและการยอมรับในสังคมต่อผู้ที่มีเชื้อ HIV ด้วย

  • |

    ความแตกต่างระหว่าง HIV-1 กับ HIV-2

    เชื้อไวรัสเอชไอวี  จัดเป็นไวรัสชนิด RNA ใน subfamily Lentivirinae มีเอนไซม์ที่เป็นลักษณะสำคัญ คือ เอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริพเตส (Reverse transcriptase, RT)  สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเอชไอวี การวินิจฉัย ความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่าง HIV-1 และ HIV-2 หมายความว่า หากบุคคลทำการทดสอบ HIV-1 อาจตรวจไม่พบ HIV-2 สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV-2 มากขึ้น ผู้ให้บริการด้านการแพทย์อาจตรวจหาแอนติบอดีหรือแอนติเจนของ HIV-2 การรักษา ในการรักษาเอชไอวีผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพมักจะสั่งยาหลายชนิดที่เรียกว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัส การรับประทานยาเหล่านี้ทุกวันตามคำสั่งแพทย์ สามารถช่วยชะลอการลุกลามของเอชไอวีป้องกันการแพร่เชื้อและช่วยปกป้องระบบภูมิคุ้มกัน การบริการด้านการดูแลสุขภาพอาจกำหนดชุดยาที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังติดตามความคืบหน้าของผู้ติดเชื้อในลักษณะเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการตรวจปริมาณไวรั สและจำนวนเซลล์ CD4  ปริมาณไวรัส ผู้ที่ติดเชื้อ HIV-2 มักจะมีปริมาณไวรัสน้อยลง หรือมีไวรัสอยู่ในเลือดมากกว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV-1 เมื่อรวมกับจำนวนเซลล์ CD4 ซึ่งเป็นวิธีการระบุว่าระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงเพียงใดปริมาณไวรัส จะเป็นตัวบ่งบอกให้แพทย์ที่ทำการรักษาของผู้ติดเชื้อ ว่ายาต้านไวรัสเอชไอวีนั้นได้ผลดีเพียงใดต่อการรักษาผู้ติดเชื้อ อ่านบทความอื่นๆ อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ : Post Views: 2,623

  • | |

    PEP ยาเป็ปกับสิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มทาน

    ในด้านของสุขภาพ ความรู้ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว แต่มักเป็นสิ่งที่เราจะสามารถป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ในโลกนี้มีสิ่งที่สำคัญแต่มักถูกมองข้ามไปเช่น PEP คือสิ่งที่มาพร้อมกับการป้องกันในปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญนั่นคือเอชไอวี เป็ป ยังคงเป็นสิ่งที่จะสามารถต่อสู้กับเอชไอวีได้โดยให้การช่วยเหลือสำหรับบุคคลที่อาจได้รับการสัมผัสกับเชื้อไวรัส เป็ป เป็นวิธีการดูแลสุขภาพในช่วงเวลาหลังจากสัมผัสเชื้อเอชไอวีหรือหลังเกิดความเสี่ยง