รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ กามโรค อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ “กามโรค” อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

ในยุคที่ความสัมพันธ์ทางเพศเปิดกว้างและการพบปะผู้คนใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายผ่านแอปหรือสังคมออนไลน์ “กามโรค” กลายเป็นประเด็นสุขภาพที่คนรุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญมากกว่าที่คิด หลายคนอาจมองว่ากามโรคเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าเป็นโรคของคนเจ้าชู้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กามโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง คู่รัก หรือแม้แต่คนที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก การเข้าใจเรื่องกามโรคอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในสังคม และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติและสำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายทั่วไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ “ทุกเรื่องเกี่ยวกับกามโรค” ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน ไปจนถึงแนวทางการรักษาแบบมืออาชีพ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าความรู้เรื่องนี้จะช่วยปกป้องคุณและคนรอบตัวจากโรคที่อาจส่งผลต่อชีวิตในระยะยาว

ความหมายของ “กามโรค” คืออะไร ?

“Quicky"

“กามโรค” หรือที่ปัจจุบันนิยมใช้คำว่า “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” (Sexually Transmitted Diseases – STDs) หมายถึง กลุ่มโรคที่ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการสอดใส่ การสัมผัสของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด หรือเลือด รวมถึงการสัมผัสทางปากและทวารหนัก กามโรคไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่บางชนิดยังสามารถติดต่อได้จากการใช้ของร่วมกัน หรือแม้แต่การสัมผัสแผลเปิดของผู้ติดเชื้อโดยตรง ปัจจุบันมีโรคในกลุ่มนี้มากมาย ซึ่งบางโรครักษาให้หายได้ แต่บางโรคต้องควบคุมไปตลอดชีวิต

การเปลี่ยนคำเรียกจาก “กามโรค” เป็น “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” มีเหตุผลสำคัญคือการลดการตีตรา (stigma) เพราะคำว่า “กาม” มักถูกมองในเชิงลบ การใช้คำว่า “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” ทำให้สังคมมองเรื่องนี้ในมุมของสุขภาพมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรมหรือความน่าอาย

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกามโรค

สาเหตุของกามโรคมาจากเชื้อโรคหลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะหากไม่มีการป้องกันหรือขาดความรู้เรื่องสุขอนามัยทางเพศ หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยคือ “การมีคู่นอนหลายคน” ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสัมผัสเชื้อโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดก่อนมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการละเลยการตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น สำหรับวัยรุ่นและวัยทำงาน การขาดการให้ความรู้เรื่องเพศอย่างเหมาะสมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนไม่รู้วิธีป้องกันหรือเข้าใจผิดว่ากามโรคจะเกิดขึ้นเฉพาะในคนบางกลุ่มเท่านั้น ทั้งที่ในความจริง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ล้วนมีความเสี่ยงเท่า ๆ กัน

“Quicky"

กามโรค ที่พบบ่อยในประเทศไทย

ประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วยกามโรคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีคู่นอนหลายคนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ปัจจุบันกามโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีดังนี้

1. หนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์โดยตรง อาการที่พบบ่อยคือปัสสาวะแสบขัด มีหนองออกจากอวัยวะเพศ หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจลุกลามจนทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก หรือการอักเสบของอุ้งเชิงกรานในผู้หญิงได้

“ChatLove2test"

2. หนองในเทียม (Chlamydia) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis มีอาการคล้ายหนองในแท้ เช่น ปัสสาวะขัด หรือมีตกขาวผิดปกติ แต่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดพังผืดในท่อนำไข่ ส่งผลให้มีบุตรยากหรือเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

3. ซิฟิลิส (Syphilis) เกิดจากเชื้อ Treponema pallidum ระยะแรกจะมีแผลที่อวัยวะเพศ จากนั้นจะมีผื่นขึ้นทั่วตัวโดยไม่คัน หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะลุกลามไปสู่ระบบประสาท หัวใจ และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

“PrEPLove2test"

4. หูดหงอนไก่ (Genital Warts) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เกิดตุ่มหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก บางสายพันธุ์ของไวรัสนี้อาจก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งคอในระยะยาว การฉีดวัคซีน HPV สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

5. เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) เกิดจากไวรัส Herpes simplex virus (HSV) มีอาการเป็นตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ ที่แตกเป็นแผลเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ หรือ รอบปาก โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมการกลับมาเป็นซ้ำได้ด้วยยาเฉพาะทาง

6. ตับอักเสบชนิดบีและซี (Hepatitis B & C) เป็นไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อ ทำให้เกิดการอักเสบของตับแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือตับวายได้

7. เอชไอวี (HIV) เกิดจากไวรัส Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ร่างกายจะอ่อนแอและติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เชื้ออาจพัฒนาไปสู่ระยะ “เอดส์ (AIDS)” ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมลงอย่างรุนแรง

โรคเหล่านี้บางชนิดมีอาการคล้ายกัน และบางชนิดไม่มีอาการเลย ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ากำลังแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่นอยู่

อาการของกามโรคที่ควรระวัง

อาการของกามโรคแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ แต่โดยทั่วไปมักเริ่มจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม เช่น มีตกขาวผิดปกติ กลิ่นแรง แสบคันในช่องคลอด หรือมีเลือดออกระหว่างรอบเดือนในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายอาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองหรือของเหลวไหลจากอวัยวะเพศ บางรายมีผื่นหรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก บางโรค เช่น ซิฟิลิส หรือหนองในเทียม อาจไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้การตรวจสุขภาพทางเพศจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว ก็ยิ่งรักษาได้ง่ายและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในอนาคต

การวินิจฉัยและการตรวจหากามโรค

การวินิจฉัยและการตรวจหากามโรค

การตรวจหากามโรค ทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและอาการของผู้ป่วย โดยแพทย์อาจตรวจร่างกายร่วมกับการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง ปัสสาวะ หรือเลือดไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ บางคลินิกมีบริการตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) ที่สามารถรู้ผลได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจเช็กสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ การตรวจอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง ถือเป็นแนวทางที่ควรทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง การวินิจฉัยโดยแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาการของแต่ละโรคอาจคล้ายกัน หากซื้อยากินเองโดยไม่ตรวจให้แน่ชัด อาจทำให้เชื้อดื้อยา หรือโรคลุกลามจนรักษายากกว่าเดิม

แนวทางการรักษา กามโรค ในปัจจุบัน

การรักษากามโรคในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งด้านเทคโนโลยีการวินิจฉัยและยาที่ใช้รักษา ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายขาดหรือควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ วิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและระยะของโรคที่ตรวจพบ

1. กามโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม และซิฟิลิส สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่ายตามชนิดของเชื้อ และความรุนแรงของอาการ ตัวอย่างเช่น โรคหนองในแท้มักใช้ยาฉีดเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) ส่วนหนองในเทียมอาจใช้ยากลุ่มอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายขาด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อซ้ำหรือดื้อยา นอกจากนี้ คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกันเสมอ

2. กามโรคที่เกิดจากไวรัส โรคที่เกิดจากไวรัส เช่น เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes), หูดหงอนไก่ (Genital Warts), และไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี (Hepatitis B & C) บางชนิดยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยาเฉพาะทาง ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของอาการ ลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น สำหรับหูดหงอนไก่ แพทย์อาจใช้วิธีจี้ไฟฟ้า เลเซอร์ หรือยาทาเฉพาะจุดร่วมด้วย เพื่อกำจัดตุ่มหูดที่เกิดขึ้น ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ควรได้รับการตรวจติดตามค่าการทำงานของตับเป็นระยะและรับวัคซีนป้องกันเพิ่มเติมตามความจำเป็น

3. เอชไอวี (HIV) เชื้อเอชไอวีถือเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะเชื้อนี้จะโจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผู้ติดเชื้อง่ายต่อการเกิดโรคฉวยโอกาส อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ ปัจจุบัน “เอชไอวีไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้อีกต่อไป” ด้วยการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy หรือ ART) อย่างต่อเนื่องทุกวัน ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอายุยืนยาวเทียบเท่าคนทั่วไป

เป้าหมายของการรักษาคือ “กดปริมาณเชื้อในเลือดให้น้อยจนตรวจไม่พบ” หรือที่เรียกว่า Undetectable ซึ่งเมื่อถึงระดับนี้ ผู้ติดเชื้อจะไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้เลย (แนวคิด U=U: Undetectable = Untransmittable)

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถใช้ “ยา PrEP” (Pre-Exposure Prophylaxis) เพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนสัมผัสเชื้อ หรือ “ยา PEP” (Post-Exposure Prophylaxis) ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการป้องกันกามโรค

แนวทางการป้องกันกามโรค

วิธีป้องกันกามโรค ที่ดีที่สุดคือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ปาก หรือทวารหนัก ถุงยางสามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การจำกัดคู่นอนให้น้อยลง และการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ จะช่วยให้สามารถตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อีกทางหนึ่งคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเพศศึกษาและสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพราะความรู้ที่ถูกต้องคือเกราะป้องกันสำคัญที่สุดสำหรับการลดการแพร่เชื้อในระยะยาว

กามโรคกับผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ

กามโรคไม่ได้ส่งผลเพียงด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อจิตใจและความสัมพันธ์ของผู้ป่วยอีกด้วย ผู้ที่ติดเชื้อบางคนอาจรู้สึกอับอาย กลัวถูกตัดสิน หรือสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งทำให้บางคนหลีกเลี่ยงการไปพบแพทย์และปล่อยให้โรคลุกลาม ในแง่ทางร่างกาย กามโรคหลายชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก การคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะแทรกซ้อนทางอวัยวะเพศ ในบางกรณีอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังที่ต้องรักษาตลอดชีวิต การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์

ทำไมการพูดเรื่องกามโรคจึงยังเป็นเรื่องอายสำหรับคนไทย

แม้สังคมจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่หลายคนยังรู้สึกว่า “กามโรค” เป็นเรื่องน่าอาย ไม่กล้าพูด ไม่กล้าไปตรวจ ทั้งที่จริงแล้วโรคเหล่านี้เหมือนโรคทั่วไป เช่น ไข้หวัดหรือเบาหวาน เพียงแต่เกิดขึ้นในบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น การสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัวและโรงเรียนยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว ทำให้เยาวชนขาดความเข้าใจพื้นฐาน เมื่อเจอสถานการณ์จริงจึงไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง การเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องเพศอย่างปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพทางเพศได้โดยไม่รู้สึกอาย

เมื่อสงสัยว่าติด กามโรค ควรทำอย่างไร

หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่ามีความเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ที่ให้บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเร็วที่สุด เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำที่ถูกต้อง อย่าซื้อยากินเองหรือปล่อยให้เวลาผ่านไป เพราะอาการบางอย่างอาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง ควรงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรอผลตรวจ และแจ้งคู่นอนให้เข้ามาตรวจพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ การรับรู้เร็วและรักษาเร็วคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้หายขาดและลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

การตรวจสุขภาพทางเพศควรเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

การตรวจสุขภาพทางเพศควรเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

การตรวจสุขภาพทางเพศไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกับการตรวจเลือดหรือฟัน การตรวจสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมั่นใจในสุขภาพของตนเองและคู่รัก อีกทั้งยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ปัจจุบันมีคลินิกและโรงพยาบาลที่ให้บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบเป็นมิตร เข้าใจทุกเพศ ทุกวัย และรักษาความลับอย่างเข้มงวด ทำให้การเข้ารับบริการไม่ต้องกลัวการถูกตีตราหรืออับอายอีกต่อไป

อ่านบทความที่น่าสนใจ

“กามโรค” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นปัญหาสุขภาพที่ทุกคนควรใส่ใจ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพียงครั้งเดียวก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ การรู้เท่าทัน อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันคือหนทางสำคัญที่จะช่วยลดการแพร่เชื้อและป้องกันโรคร้ายในอนาคต อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยตรวจ เพราะบางโรคไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ เลย การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอคือการดูแลตนเองที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะ “รู้เร็ว รักษาได้ ป้องกันได้”

แหล่งที่มา

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย). (2567). รายงานสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
  • World Health Organization (WHO). (2024). Sexually Transmitted Infections (STIs) Fact Sheet. เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). STI Treatment Guidelines and Prevention Strategies. เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/std
  • UNAIDS. (2025). Global AIDS Update 2025: Progress and Challenges in STI and HIV Control. เข้าถึงได้จาก: https://www.unaids.org

Similar Posts

  • กามโรคเป็นแล้วรักษาหายได้ไหม?

    กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคหรือคนที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก เดิมมีชื่อว่า กามโรค (venereal diseases) ในปัจจุบันมีการค้นพบโรคในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted infections, STIs) โรคที่สำคัญคือ ซิฟิลิส หนองในแท้ หนองในเทียม เริม และเอชพีวี กามโรค (Venereal Disease)  คืออะไร ไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคติดเชื้อเมนิงโกค็อกคัส หรือไข้กาฬหลังแอ่น  บ่อยครั้งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส อยู่ในลำคอและโพรงจมูกทางด้านหลัง การแพร่เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวไปยังคู่นนอน ผ่านการทำออรัลเซ็กส์ การจูบแบบดูดดื่ม หรือการกระทำอื่น ๆ ที่ถ่ายทอดเชื้อจากละอองเสมหะ 2. เชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium) โรคบิดไม่มีตัว หรือโรคบิดชิเกลลา แพร่สู่กันผ่านการสัมผัสทางตรงและทางอ้อมกับอุจจาระมนุษย์ ผู้ติดเชื้อจะมีอาการปวดท้องรุนแรง และถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด  4. ฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum หรือ…

  • รักษาหูดข้าวสุก ด้วยตัวเอง ทำได้หรือไม่

    หลายคนสงสัยว่าการ รักษาหูดข้าวสุก นั้นสามารถทำได้ด้วยตัวเองจริงหรือเปล่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทำได้ยากเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าติดเชื้อมาตอนไหน และลักษณะของตุ่มก็มีความคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังชนิดอื่นด้วย หากคิดจะ รักษาหูดข้าวสุก ควรทำการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้โดยตรงจะดีที่สุด ซึ่งวันนี้ เราจะมาแนะนำเรื่องเกี่ยวกับการรักษาหูดข้าวสุกและการป้องกันที่คุณควรรู้เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคนี้ได้ครับ หูดข้าวสุก คือโรคอะไรกันแน่? การวินิจฉัยโรคหูดข้าวสุก หากคุณสงสัยว่าจะเป็นโรคหูดข้าวสุก และทำการพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติและลักษณะอาการของโรคที่คุณกำลังเป็นอยู่ แล้วจึงเริ่มการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย เพื่อยืนยันผลการติดเชื้อไวรัสได้แม่นยำมากขึ้น ได้แก่ รักษาหูดข้าวสุก ทำได้อย่างไร? ความจริงแล้ว ในผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี คุณจะสามารถหายจากโรคหูดข้าวสุกได้เอง แม้ไม่ได้รับการรักษา ภายในครึ่งปีถึง 1 ปี แต่ร่างกายคนเรานั้น ก็ไม่อาจมองจากภายนอกอย่างเดียวได้ว่ามีความแข็งแรงแค่ไหน หากคุณไม่ได้รับการตรวจรักษา หูดข้าวสุกอาจจะยังคงอยู่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปีเลยทีเดียว โดยการรักษาสามารถทำได้หลายวิธี หรือแพทย์อาจพิจารณาเลือกใช้หลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับขนาด จำนวน และตำแหน่งของหูดข้าวสุกที่เกิดขึ้น ดังวิธีต่อไปนี้ อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ Post Views: 2,043

  • | | | |

    การทำความเข้าใจกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่เป็นกลุ่ม U=U

    เมื่อเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าไปสู่ร่างกาย จะเข้าทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย จึงทำให้ผู้ป่วยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงจนในที่สุด ร่างกายของผู้ป่วย ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ และอาจเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ เช่น วัณโรค เชื้อรา ปอดบวม เป็นต้น โดยส่วนมากผู้ป่วยจะมีปริมาณของไวรัส ในเลือดมากกว่า 200-1,000 ตัว ต่อซีซีของเลือด แต่ะเมื่อได้เข้ารับการรักษา ทำให้มีปริมาณของเชื้อไวรัส ในเลือดต่ำกว่า 50 ตัวต่อซีซีของเลือด โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราจะเรียกกันว่า ตรวจไม่เจอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เชื้อที่อยู่ภายในร่างกายได้หมดไปแล้ว เพียงแต่ จะมีปริมาณที่เหลือน้อยมาก ๆ จนทำให้ตรวจไม่เจอ U=U คืออะไร ตรวจเอชไอวี ไม่เจอ เป็นเพราะอะไร การที่จะสามารถแพร่เชื้อเอชไอวีได้นั้น จะต้องมีปริมาณของเชื้อไวรัสมากพอสมควร คือ ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดตั้งแต่ 200 – 1,000 copies/ซีซีของเลือด จึงจะสามารถแพร่เชื้อได้  กรณีที่จะตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวี มีดังนี้ 1. กรณีตรวจเอชไอวี…

  • |

    ไวรัสตับอักเสบบี มีสาเหตุมาจากอะไร?

    ไวรัสตับอักเสบบี เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ยังถูกพบจำนวนมาก ในประเทศไทย ซึ่งนำไปสู่โรคร้ายแรงต่อตับของร่างกาย ได้แก่ โรคมะเร็งตับ โรคตับแข็ง และโรคตับวาย เป็นต้น ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่าตัวเองติดไวรัสตับอักเสบบีอยู่ เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจว่าโรคชนิดนี้มีสาเหตุมาจากอะไร โดยบทความนี้จะแสดงรายละเอียดถึงโรคไวรัสตับอักเสบบีทั้งหมด รู้จักไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อกันอย่างไร เชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะสามารถติดต่อกันผ่านทางเลือด และสารคัดหลั่งของมนุษย์เป็นหลัก การที่จะรู้ได้ว่าคุณติดเชื้อแล้วหรือไม่ จะต้องมีการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วยวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้ ความเสี่ยงเหล่านี้ อาจทำให้คุณติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี ได้ ไวรัสตับอักเสบบี หายขาดหรือไม่ โรคนี้สามารถหายขาดได้ หากตรวจพบเชื้ออย่างรวดเร็ว หรืออยู่ในระยะอาการแบบเฉียบพลัน เฉลี่ยใช้เวลาในการรักษาประมาณ 3 เดือน แต่สำหรับในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีระยะอาการตับอักเสบเรื้อรัง แพทย์จะต้องทำการตรวจวินิจฉัย และวางแผนในการรักษาอย่างรอบคอบต่อไป ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ Post Views: 2,340

  • ทำไม คุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องตรวจ HIV

    การตรวจ HIV สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ HIV จากแม่ไปยังลูกน้อย ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตรได้ ซึ่งประเภทของการแพร่เชื้อชนิดนี้ เรียกว่า การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ในบทความนี้ เราจะบอกเหตุผลที่ทำไม คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่วางแผนจะมีบุตร จำเป็นต้องได้รับการตรวจ HIV รวมไปถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อนี้ และมีขั้นตอนใดที่สามารถทำ เพื่อลดความเสี่ยงที่อันตรายได้

  • |

    โรคเอดส์ ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ป้องกันได้ รักษาได้

    “โรคเอดส์” หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินมาตั้งแต่อดีต และในบางครั้งยังถูกใช้อย่างคลาดเคลื่อน จนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ซึ่งเป็นไวรัสต้นเหตุของโรคเอดส์อย่างแท้จริง บางคนเข้าใจว่า HIV และเอดส์คือสิ่งเดียวกัน หรือเข้าใจว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้และต้องเสียชีวิตในเวลาอันสั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคเอดส์ อย่างถูกต้อง แยกให้ออกระหว่างการติดเชื้อ HIV กับการเป็นเอดส์ พร้อมทั้งพูดถึงวิธีการป้องกัน การรักษา และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน HIV และเอดส์ ต่างกันอย่างไร ? อาการเหล่านี้มักไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย HIV จึงเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด การวินิจฉัยและตรวจหา HIV การตรวจ HIV ในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งในโรงพยาบาล คลินิกเวชกรรม หรือคลินิกชุมชนที่ให้บริการโดยไม่เปิดเผยชื่อ นอกจากนี้ยังมีชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต การตรวจควรทำภายหลังมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ และอาจต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ หากพบว่าติดเชื้อ…