รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ “กามโรค” อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

ในยุคที่ความสัมพันธ์ทางเพศเปิดกว้างและการพบปะผู้คนใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายผ่านแอปหรือสังคมออนไลน์ “กามโรค” กลายเป็นประเด็นสุขภาพที่คนรุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญมากกว่าที่คิด หลายคนอาจมองว่ากามโรคเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าเป็นโรคของคนเจ้าชู้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กามโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง คู่รัก หรือแม้แต่คนที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก การเข้าใจเรื่องกามโรคอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในสังคม และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติและสำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายทั่วไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ “ทุกเรื่องเกี่ยวกับกามโรค” ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน ไปจนถึงแนวทางการรักษาแบบมืออาชีพ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าความรู้เรื่องนี้จะช่วยปกป้องคุณและคนรอบตัวจากโรคที่อาจส่งผลต่อชีวิตในระยะยาว

ความหมายของ “กามโรค” คืออะไร ?

“กามโรค” หรือที่ปัจจุบันนิยมใช้คำว่า “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” (Sexually Transmitted Diseases – STDs) หมายถึง กลุ่มโรคที่ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการสอดใส่ การสัมผัสของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด หรือเลือด รวมถึงการสัมผัสทางปากและทวารหนัก กามโรคไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่บางชนิดยังสามารถติดต่อได้จากการใช้ของร่วมกัน หรือแม้แต่การสัมผัสแผลเปิดของผู้ติดเชื้อโดยตรง ปัจจุบันมีโรคในกลุ่มนี้มากมาย ซึ่งบางโรครักษาให้หายได้ แต่บางโรคต้องควบคุมไปตลอดชีวิต

การเปลี่ยนคำเรียกจาก “กามโรค” เป็น “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” มีเหตุผลสำคัญคือการลดการตีตรา (stigma) เพราะคำว่า “กาม” มักถูกมองในเชิงลบ การใช้คำว่า “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” ทำให้สังคมมองเรื่องนี้ในมุมของสุขภาพมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรมหรือความน่าอาย

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกามโรค

สาเหตุของกามโรคมาจากเชื้อโรคหลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะหากไม่มีการป้องกันหรือขาดความรู้เรื่องสุขอนามัยทางเพศ หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยคือ “การมีคู่นอนหลายคน” ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสัมผัสเชื้อโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดก่อนมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการละเลยการตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น สำหรับวัยรุ่นและวัยทำงาน การขาดการให้ความรู้เรื่องเพศอย่างเหมาะสมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนไม่รู้วิธีป้องกันหรือเข้าใจผิดว่ากามโรคจะเกิดขึ้นเฉพาะในคนบางกลุ่มเท่านั้น ทั้งที่ในความจริง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ล้วนมีความเสี่ยงเท่า ๆ กัน

กามโรค ที่พบบ่อยในประเทศไทย

ประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วยกามโรคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีคู่นอนหลายคนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ปัจจุบันกามโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีดังนี้

1. หนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์โดยตรง อาการที่พบบ่อยคือปัสสาวะแสบขัด มีหนองออกจากอวัยวะเพศ หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจลุกลามจนทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก หรือการอักเสบของอุ้งเชิงกรานในผู้หญิงได้

2. หนองในเทียม (Chlamydia) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis มีอาการคล้ายหนองในแท้ เช่น ปัสสาวะขัด หรือมีตกขาวผิดปกติ แต่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดพังผืดในท่อนำไข่ ส่งผลให้มีบุตรยากหรือเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

3. ซิฟิลิส (Syphilis) เกิดจากเชื้อ Treponema pallidum ระยะแรกจะมีแผลที่อวัยวะเพศ จากนั้นจะมีผื่นขึ้นทั่วตัวโดยไม่คัน หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะลุกลามไปสู่ระบบประสาท หัวใจ และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

4. หูดหงอนไก่ (Genital Warts) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เกิดตุ่มหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก บางสายพันธุ์ของไวรัสนี้อาจก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งคอในระยะยาว การฉีดวัคซีน HPV สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

5. เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) เกิดจากไวรัส Herpes simplex virus (HSV) มีอาการเป็นตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ ที่แตกเป็นแผลเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ หรือ รอบปาก โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมการกลับมาเป็นซ้ำได้ด้วยยาเฉพาะทาง

6. ตับอักเสบชนิดบีและซี (Hepatitis B & C) เป็นไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อ ทำให้เกิดการอักเสบของตับแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือตับวายได้

7. เอชไอวี (HIV) เกิดจากไวรัส Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ร่างกายจะอ่อนแอและติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เชื้ออาจพัฒนาไปสู่ระยะ “เอดส์ (AIDS)” ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมลงอย่างรุนแรง

โรคเหล่านี้บางชนิดมีอาการคล้ายกัน และบางชนิดไม่มีอาการเลย ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ากำลังแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่นอยู่

อาการของกามโรคที่ควรระวัง

อาการของกามโรคแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ แต่โดยทั่วไปมักเริ่มจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม เช่น มีตกขาวผิดปกติ กลิ่นแรง แสบคันในช่องคลอด หรือมีเลือดออกระหว่างรอบเดือนในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายอาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองหรือของเหลวไหลจากอวัยวะเพศ บางรายมีผื่นหรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก บางโรค เช่น ซิฟิลิส หรือหนองในเทียม อาจไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้การตรวจสุขภาพทางเพศจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว ก็ยิ่งรักษาได้ง่ายและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในอนาคต

การวินิจฉัยและการตรวจหากามโรค

การตรวจหากามโรค ทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและอาการของผู้ป่วย โดยแพทย์อาจตรวจร่างกายร่วมกับการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง ปัสสาวะ หรือเลือดไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ บางคลินิกมีบริการตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) ที่สามารถรู้ผลได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจเช็กสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ การตรวจอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง ถือเป็นแนวทางที่ควรทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง การวินิจฉัยโดยแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาการของแต่ละโรคอาจคล้ายกัน หากซื้อยากินเองโดยไม่ตรวจให้แน่ชัด อาจทำให้เชื้อดื้อยา หรือโรคลุกลามจนรักษายากกว่าเดิม

แนวทางการรักษา กามโรค ในปัจจุบัน

การรักษากามโรคในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งด้านเทคโนโลยีการวินิจฉัยและยาที่ใช้รักษา ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายขาดหรือควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ วิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและระยะของโรคที่ตรวจพบ

1. กามโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม และซิฟิลิส สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่ายตามชนิดของเชื้อ และความรุนแรงของอาการ ตัวอย่างเช่น โรคหนองในแท้มักใช้ยาฉีดเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) ส่วนหนองในเทียมอาจใช้ยากลุ่มอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายขาด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อซ้ำหรือดื้อยา นอกจากนี้ คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกันเสมอ

2. กามโรคที่เกิดจากไวรัส โรคที่เกิดจากไวรัส เช่น เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes), หูดหงอนไก่ (Genital Warts), และไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี (Hepatitis B & C) บางชนิดยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยาเฉพาะทาง ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของอาการ ลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น สำหรับหูดหงอนไก่ แพทย์อาจใช้วิธีจี้ไฟฟ้า เลเซอร์ หรือยาทาเฉพาะจุดร่วมด้วย เพื่อกำจัดตุ่มหูดที่เกิดขึ้น ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ควรได้รับการตรวจติดตามค่าการทำงานของตับเป็นระยะและรับวัคซีนป้องกันเพิ่มเติมตามความจำเป็น

3. เอชไอวี (HIV) เชื้อเอชไอวีถือเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะเชื้อนี้จะโจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผู้ติดเชื้อง่ายต่อการเกิดโรคฉวยโอกาส อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ ปัจจุบัน “เอชไอวีไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้อีกต่อไป” ด้วยการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy หรือ ART) อย่างต่อเนื่องทุกวัน ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอายุยืนยาวเทียบเท่าคนทั่วไป

เป้าหมายของการรักษาคือ “กดปริมาณเชื้อในเลือดให้น้อยจนตรวจไม่พบ” หรือที่เรียกว่า Undetectable ซึ่งเมื่อถึงระดับนี้ ผู้ติดเชื้อจะไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้เลย (แนวคิด U=U: Undetectable = Untransmittable)

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถใช้ “ยา PrEP” (Pre-Exposure Prophylaxis) เพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนสัมผัสเชื้อ หรือ “ยา PEP” (Post-Exposure Prophylaxis) ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการป้องกันกามโรค

วิธีป้องกันกามโรค ที่ดีที่สุดคือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ปาก หรือทวารหนัก ถุงยางสามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การจำกัดคู่นอนให้น้อยลง และการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ จะช่วยให้สามารถตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อีกทางหนึ่งคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเพศศึกษาและสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพราะความรู้ที่ถูกต้องคือเกราะป้องกันสำคัญที่สุดสำหรับการลดการแพร่เชื้อในระยะยาว

กามโรคกับผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ

กามโรคไม่ได้ส่งผลเพียงด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อจิตใจและความสัมพันธ์ของผู้ป่วยอีกด้วย ผู้ที่ติดเชื้อบางคนอาจรู้สึกอับอาย กลัวถูกตัดสิน หรือสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งทำให้บางคนหลีกเลี่ยงการไปพบแพทย์และปล่อยให้โรคลุกลาม ในแง่ทางร่างกาย กามโรคหลายชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก การคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะแทรกซ้อนทางอวัยวะเพศ ในบางกรณีอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังที่ต้องรักษาตลอดชีวิต การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์

ทำไมการพูดเรื่องกามโรคจึงยังเป็นเรื่องอายสำหรับคนไทย

แม้สังคมจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่หลายคนยังรู้สึกว่า “กามโรค” เป็นเรื่องน่าอาย ไม่กล้าพูด ไม่กล้าไปตรวจ ทั้งที่จริงแล้วโรคเหล่านี้เหมือนโรคทั่วไป เช่น ไข้หวัดหรือเบาหวาน เพียงแต่เกิดขึ้นในบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น การสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัวและโรงเรียนยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว ทำให้เยาวชนขาดความเข้าใจพื้นฐาน เมื่อเจอสถานการณ์จริงจึงไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง การเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องเพศอย่างปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพทางเพศได้โดยไม่รู้สึกอาย

เมื่อสงสัยว่าติด กามโรค ควรทำอย่างไร

หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่ามีความเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ที่ให้บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเร็วที่สุด เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำที่ถูกต้อง อย่าซื้อยากินเองหรือปล่อยให้เวลาผ่านไป เพราะอาการบางอย่างอาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง ควรงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรอผลตรวจ และแจ้งคู่นอนให้เข้ามาตรวจพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ การรับรู้เร็วและรักษาเร็วคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้หายขาดและลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

การตรวจสุขภาพทางเพศควรเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

การตรวจสุขภาพทางเพศไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกับการตรวจเลือดหรือฟัน การตรวจสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมั่นใจในสุขภาพของตนเองและคู่รัก อีกทั้งยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ปัจจุบันมีคลินิกและโรงพยาบาลที่ให้บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบเป็นมิตร เข้าใจทุกเพศ ทุกวัย และรักษาความลับอย่างเข้มงวด ทำให้การเข้ารับบริการไม่ต้องกลัวการถูกตีตราหรืออับอายอีกต่อไป

อ่านบทความที่น่าสนใจ

“กามโรค” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นปัญหาสุขภาพที่ทุกคนควรใส่ใจ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพียงครั้งเดียวก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ การรู้เท่าทัน อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันคือหนทางสำคัญที่จะช่วยลดการแพร่เชื้อและป้องกันโรคร้ายในอนาคต อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยตรวจ เพราะบางโรคไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ เลย การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอคือการดูแลตนเองที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะ “รู้เร็ว รักษาได้ ป้องกันได้”

แหล่งที่มา

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย). (2567). รายงานสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
  • World Health Organization (WHO). (2024). Sexually Transmitted Infections (STIs) Fact Sheet. เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). STI Treatment Guidelines and Prevention Strategies. เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/std
  • UNAIDS. (2025). Global AIDS Update 2025: Progress and Challenges in STI and HIV Control. เข้าถึงได้จาก: https://www.unaids.org

Similar Posts

  • หนองในเทียมโรคร้ายที่ป้องกันได้

    หนองในเทียม อาจเป็นเรื้อรังและรักษาให้หายได้ยากกว่าโรคหนองในแท้ เนื่องจากส่วนใหญ่จะตรวจไม่พบเชื้อ ที่เป็นต้นเหตุ แต่สำหรับโรคหนองในเทียมที่เกิดจากเชื้อคลามัยเดีย (ซึ่งเกิดได้เป็นส่วนใหญ่) จะรักษาให้หายขาดได้ภายใน 14 วัน หากรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โรคหนองในเทียม คืออะไร โรคหนองในเทียม คือ การอักเสบของท่อปัสสาวะที่เกิดเชื้อโรคที่ไม่ใช่หนองในแท้ (Gonococcal Urethritis) สำหรับเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคหนองในเทียมได้แก่ สำหรับเชื้อที่เป็นสาเหตุของหนองในเทียมที่พบบ่อยที่สุดคือ Chlamydia trachomatis หรือ หนองในเทียม (Chlamydia) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเพศหญิง และเพศชาย  เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า  คลามัยเดีย ทราโคมาติส (Chlamydia Trachomatis)  ระยะฟักตัวของโรค หลังจากได้รับเชื้อมักจะ แสดงอาการภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น สาเหตุของหนองในเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า คลามัยเดียทราโคมาติส (Chlamydia Trachomatis) จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันกับผู้ที่ติดเชื้อ เชื้อสามารถแพร่ติดต่อได้หลายทาง เช่น ทางอวัยวะเพศ ทางทวารหนัก ทางปาก หรือแม้กระทั่งทางตา หากมีสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ติดเชื้อกระเด็นใส่ รวมไปถึงการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกในขณะตั้งครรภ์ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อหนองในเทียม อาการของหนองในเทียม อาการหนองในเทียมในผู้ชายมีอาการอย่างไร?…

  • Love2Test แพลตฟอร์มสุขภาพทางเพศที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

    ปัจจุบัน สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) และเอชไอวี (HIV) ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนทั่วโลก แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยให้มีวิธีป้องกันและรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การเข้าถึงบริการเหล่านี้ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับหลายคน Love2Test จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจหาเอชไอวีและดูแลสุขภาพทางเพศได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นส่วนตัว บทบาทสำคัญของLove2Test ในการลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีในประเทศไทย Love2Testเป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ชุดตรวจมาตรฐาน และแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพทางเพศของตนเองได้โดยไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนหรือมีไลฟ์สไตล์แบบใด Love2Testพร้อมเป็นผู้ช่วยที่เชื่อถือได้ในการดูแลสุขภาพทางเพศของคุณ Love2Test คืออะไร? Love2Testเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่พัฒนาโดย มูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) ภายใต้การนำของ คุณ ปัญญาพล พิพัฒน์คุณอานนท์ โดยมุ่งเน้นให้บริการด้านสุขภาพทางเพศแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มนี้ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เป็นส่วนตัว และปลอดภัย ช่วยให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างสะดวก ความสำคัญของการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ การตรวจหาเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การตรวจพบเชื้อในระยะแรกช่วยให้สามารถเริ่มต้นการรักษาได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อและช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพที่ดี ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การใช้ ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่…

  • โรคหนองใน สาเหตุ, อาการ, การรักษา

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศกับคนที่เป็นโรค หรือคนที่ติดเชื้อ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผ่านการถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มร่วมกันได้เหมือนกัน   โดยสามารแบ่งประเภทเชื้อที่เป็นต้นเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้น ๆ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส  เชื้อรา พยาธิ เป็นต้น โรคหนองใน (Gonorrhoea) คืออะไร? โรคหนองใน หรือโรคหนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบได้บ่อยมากที่สุดอีกโรคหนึ่ง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเพศหญิง และเพศชาย   เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า    ไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoea)  ระยะฟักตัวของโรค หลังจากที่ได้รับเชื้อ ก็มักจะแสดงอาการภายใน 2 – 10 วัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะแสดงอาการภายใน 5 วัน สาเหตุของโรคหนองใน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ ไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria gonorrhoeae) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า โกโนค็อกคัส (Gonococcus)…

  • |

    ซิฟิลิส รู้เร็ว รักษาได้

    ซิฟิลิส ซึ่งมีลักษณะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพทั่วโลก โรคนี้เกิดขึ้นจากแบคทีเรียที่ชื่อ Treponema pallidum ถึงแม้จะมีการพัฒนาทางการแพทย์และแนวทางด้านสุขภาพสาธารณะ แต่โรคซิฟิลิสยังคงเป็นปัญหาสำคัญเนื่องจากลักษณะที่หลากหลายของโรค ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงและการแพร่กระจายต่อไป

  • รักษาซิฟิลิส ไม่ต่อเนื่อง เสี่ยงอันตราย

    ว่าด้วยเรื่องของการ รักษาซิฟิลิส เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรง และสามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย โดยมีอาการที่ไม่ค่อยแสดงออกมา แต่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นการ รักษาซิฟิลิส จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดได้อย่างแน่นอน ความสำคัญของการ รักษาซิฟิลิส โรคซิฟิลิส คือ สภาวะที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อภายในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดอาการอักเสบและความเสียหายต่อร่างกายได้ เชื้อซิฟิลิส เป็นโรคที่รุนแรงและเป็นอันตรายถ้าไม่ได้รับการรักษาซิฟิลิส ให้เหมาะสม การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส จะใช้การตรวจเลือด และการตรวจเนื้อเยื่อ เพื่อหาสารที่เป็นตัวบ่งชี้ว่า การโจมตีเนื้อเยื่อจากระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่ การรักษาโรคซิฟิลิส จะใช้ยาเข้าควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน หรือการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อเยื่อที่ถูกโจมตีออกจากร่างกาย อีกทั้งยังมีการรักษาโดยใช้เซลล์เอกซ์ไทร์ภูมิคุ้มกัน หรือการฉีดวัคซีนเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันด้วย สาเหตุของการเกิดโรคซิฟิลิส สาเหตุของโรคซิฟิลิสไม่เป็นที่รู้จักอย่างแน่ชัด แต่มีการวิจัยพบว่าโรคซิฟิลิสเกิดจากการผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อภายในร่างกาย ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการผิดปกตินี้ไม่เป็นที่รู้จักอย่างแน่ชัด แต่คาดว่าอาจมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียด การติดเชื้อ หรือการนำเข้าสารเคมีต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ การวิจัยยังคงต้องทำต่อไปเพื่อให้เข้าใจสาเหตุและวิธีการป้องกันโรคซิฟิลิสให้ดียิ่งขึ้นได้ในอนาคต อาการของซิฟิลิส อาการของโรคซิฟิลิส จะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการเหมือนกัน อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ ในบางกรณีอาจพบอาการแสดงอื่นๆ เช่น ผื่นขึ้นที่ผิวหนังหรืออาการเจ็บคอ การรักษาโรคซิฟิลิสจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียและความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปแล้วการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก…

  • | | |

    ยาเป๊ป (PEP) ยาต้านฉุกเฉินป้องกันเอชไอวี

    ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี Exposure prophylaxis เป็นยาที่ทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรคอื่น โดยก่อนการรับยาต้องมีการประเมินความเสี่ยงจากประวัติของคนไข้ว่าตรงตามเงื่อนไขการรับยาหรือไม่ ประกอบกับการตรวจเลือดตามมาตรฐานสากล(คนไข้ที่จะรับยาจะต้องมีผลเอชไอวี เป็นลบ) และยาในกลุ่มนี้ต้องพิจารณาจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น รู้จักยา PEP คืออะไร PEP ย่อมาจาก post-exposure prophylaxis หรือยาต้านฉุกเฉิน ทานหลังจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี  เป็นการรักษาระยะสั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยยาที่ใช้ในกลุ่มนี้เป็นประเภท Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitor (NNRTIs) Integrase inhibitor strand transfer inhibitor (INSTs) และ Protease inhibitor(PIs) โดยทานยาครบตามที่แพทย์สั่ง การทานยาเป๊ป(PEP)  การทานยา เป๊ป(PEP)   จำเป็นต้องทานให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ คือ ต้องทานภายในเวลา 72 ชั่วโมง…