Undetectable
| | | | |

Undetectable แล้วไม่ป้องกันได้ไหม ปลอดภัยจริงไหม?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด หรือ “U=U” ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการแพทย์และสาธารณสุข โดยคำว่า “Undetectable” หมายถึงการที่ปริมาณไวรัส HIV ในเลือดของผู้ติดเชื้อลดต่ำจนไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ติดเชื้อได้รับการบำบัดด้วยยาต้านไวรัส (ART) อย่างสม่ำเสมอ แนวคิด U=U เป็นที่ยอมรับทางวิทยาศาสตร์ว่า ผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบ ไม่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ อย่างไรก็ตาม คำถามที่หลายคนยังคงสงสัยคือ ถ้าไวรัสตรวจไม่พบแล้ว สามารถมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยได้ไหม และมันปลอดภัยจริงหรือ?

แนวคิด U=U คืออะไร?

“Quicky"

“Undetectable = Untransmittable” หรือ “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” เป็นแนวคิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ โดยหมายความว่า หากผู้ติดเชื้อ HIV สามารถลดปริมาณไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบ จะไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ HIV ให้กับคู่นอน งานวิจัยหลายชิ้น เช่น การศึกษาขนาดใหญ่จากโครงการ PARTNER และ HPTN 052 ได้แสดงให้เห็นว่า คู่รักที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ไม่ตรงกัน (หนึ่งคนมีเชื้อ อีกคนไม่มีเชื้อ) เมื่อผู้ที่ติดเชื้อสามารถควบคุมระดับไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบได้ ไม่มีการแพร่เชื้อ HIV เกิดขึ้นเลย แม้ว่าจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การศึกษาจากโครงการ PARTNER ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในการตรวจสอบเรื่อง U=U ได้ติดตามคู่รักหลายพันคู่ทั่วโลกที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ต่างกัน และพบว่าในกรณีที่ผู้ติดเชื้อ HIV มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบ ไม่มีการแพร่เชื้อ HIV เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย การศึกษานี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่า U=U เป็นความจริงที่สามารถเชื่อถือได้

การใช้ถุงยางอนามัยกับ Undetectable ปลอดภัยจริงหรือ?

แม้ว่า U=U จะยืนยันได้ว่าผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบจะไม่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้ แต่คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ การตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยจะปลอดภัยจริงหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) อื่นๆ และความเสี่ยงจากการขาดความสม่ำเสมอในการรับยา

“Quicky"

Undetectable นั้นวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว

Undetectable

จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน แนวคิด U=U ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เมื่อผู้ติดเชื้อ HIV มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบในเลือดนานกว่า 3-6 เดือน (Undetectable) และมีการติดตามการรับยาต้านไวรัส (ART) อย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อจะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ (Untransmittable) แม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม การวิจัยหลัก เช่น:

  • โครงการ PARTNER: โครงการนี้ติดตามคู่รักที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ไม่ตรงกันกว่า 1,000 คู่ พบว่าไม่มีกรณีใดเลยที่เกิดการแพร่เชื้อ HIV จากผู้ที่มีไวรัสในระดับตรวจไม่พบไปยังคู่นอนของพวกเขา แม้ว่าจะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม
  • โครงการ HPTN 052: เป็นอีกหนึ่งการศึกษาใหญ่ที่ยืนยันเช่นเดียวกันว่า หากผู้ติดเชื้อสามารถลดปริมาณไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบ การแพร่เชื้อ HIV จะไม่เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย

ทำไมยังต้องใช้ถุงยางอนามัย?

Undetectable

แม้ U=U จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบจะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ได้ แต่การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญด้วยเหตุผลดังนี้:

“ChatLove2test"
  1. ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ: ถึงแม้ U=U จะป้องกันการแพร่เชื้อ HIV ได้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ เช่น หนองใน, ซิฟิลิส, ไวรัสตับอักเสบ หรือเริม ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการแพร่เชื้อโรคเหล่านี้
  2. ความสม่ำเสมอในการรับยา: การรักษาระดับปริมาณไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบต้องอาศัยการรับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ หากมีการหยุดรับยา ลืมกินยา หรือขาดการรักษา ปริมาณไวรัสอาจกลับมาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อ HIV ได้อีก การใช้ถุงยางอนามัยยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยในการป้องกันเหตุการณ์นี้
  3. ป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว: การตรวจปริมาณไวรัส HIV เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ แม้ปริมาณไวรัสจะต่ำจนตรวจไม่พบ แต่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยในช่วงที่ไม่ได้ตรวจปริมาณไวรัสหรือในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการรับยา อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้

U=U ใช้ได้กับทุกคนหรือไม่?

Undetectable เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับผู้ติดเชื้อ HIV ที่สามารถลดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อ HIV จะสามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายได้ถึงระดับนี้ทันที กระบวนการลดไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบต้องอาศัยการรักษาที่สม่ำเสมอ บางคนอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะถึงระดับนี้ และมีบางกรณีที่ร่างกายของผู้ติดเชื้อไม่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ทำให้ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ถึงระดับที่ตรวจไม่พบ

ข้อควรพิจารณาสำหรับการไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การตัดสินใจที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยในบริบทของ U=U ควรพิจารณาหลายแง่มุม:

“PrEPLove2test"
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ: การไม่มี HIV ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การใช้ถุงยางอนามัยยังคงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคอื่นๆ ที่สามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์
  • การสื่อสารระหว่างคู่รัก: ความเข้าใจร่วมกันในสถานะสุขภาพของทั้งสองฝ่ายมีความสำคัญ ทั้งในเรื่องการตรวจปริมาณไวรัส HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
  • ความมั่นใจในสถานะสุขภาพ: คู่รักควรตรวจสอบสุขภาพเป็นประจำ และปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยในความสัมพันธ์

ผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ได้ แม้จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะไม่ใช้ถุงยางอนามัยควรพิจารณาถึงความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และความสม่ำเสมอในการรับยาต้านไวรัส

แม้ U=U จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความกังวลในการแพร่เชื้อ HIV แต่การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและครอบคลุมที่สุดในการป้องกันทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และ HIV โดยการสื่อสารและการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คู่รักสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

Similar Posts

  • กามโรคเป็นแล้วรักษาหายได้ไหม?

    กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคหรือคนที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก เดิมมีชื่อว่า กามโรค (venereal diseases) ในปัจจุบันมีการค้นพบโรคในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted infections, STIs) โรคที่สำคัญคือ ซิฟิลิส หนองในแท้ หนองในเทียม เริม และเอชพีวี กามโรค (Venereal Disease)  คืออะไร ไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคติดเชื้อเมนิงโกค็อกคัส หรือไข้กาฬหลังแอ่น  บ่อยครั้งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ เชื้อไนซีเรีย เมนิงไจไทดิส อยู่ในลำคอและโพรงจมูกทางด้านหลัง การแพร่เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวไปยังคู่นนอน ผ่านการทำออรัลเซ็กส์ การจูบแบบดูดดื่ม หรือการกระทำอื่น ๆ ที่ถ่ายทอดเชื้อจากละอองเสมหะ 2. เชื้อไมโคพลาสมา เจนิตาเลียม (Mycoplasma genitalium) โรคบิดไม่มีตัว หรือโรคบิดชิเกลลา แพร่สู่กันผ่านการสัมผัสทางตรงและทางอ้อมกับอุจจาระมนุษย์ ผู้ติดเชื้อจะมีอาการปวดท้องรุนแรง และถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด  4. ฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum หรือ…

  • รักษาหูดข้าวสุก ด้วยตัวเอง ทำได้หรือไม่

    หลายคนสงสัยว่าการ รักษาหูดข้าวสุก นั้นสามารถทำได้ด้วยตัวเองจริงหรือเปล่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทำได้ยากเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าติดเชื้อมาตอนไหน และลักษณะของตุ่มก็มีความคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังชนิดอื่นด้วย หากคิดจะ รักษาหูดข้าวสุก ควรทำการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้โดยตรงจะดีที่สุด ซึ่งวันนี้ เราจะมาแนะนำเรื่องเกี่ยวกับการรักษาหูดข้าวสุกและการป้องกันที่คุณควรรู้เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคนี้ได้ครับ หูดข้าวสุก คือโรคอะไรกันแน่? การวินิจฉัยโรคหูดข้าวสุก หากคุณสงสัยว่าจะเป็นโรคหูดข้าวสุก และทำการพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติและลักษณะอาการของโรคที่คุณกำลังเป็นอยู่ แล้วจึงเริ่มการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย เพื่อยืนยันผลการติดเชื้อไวรัสได้แม่นยำมากขึ้น ได้แก่ รักษาหูดข้าวสุก ทำได้อย่างไร? ความจริงแล้ว ในผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี คุณจะสามารถหายจากโรคหูดข้าวสุกได้เอง แม้ไม่ได้รับการรักษา ภายในครึ่งปีถึง 1 ปี แต่ร่างกายคนเรานั้น ก็ไม่อาจมองจากภายนอกอย่างเดียวได้ว่ามีความแข็งแรงแค่ไหน หากคุณไม่ได้รับการตรวจรักษา หูดข้าวสุกอาจจะยังคงอยู่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปีเลยทีเดียว โดยการรักษาสามารถทำได้หลายวิธี หรือแพทย์อาจพิจารณาเลือกใช้หลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับขนาด จำนวน และตำแหน่งของหูดข้าวสุกที่เกิดขึ้น ดังวิธีต่อไปนี้ อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ Post Views: 1,688

  • |

    วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างไรให้ปลอดภัย

    เมื่อคนในบ้านติดเชื้อเอชไอวี เราจะมีวิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นให้ปลอดภัยได้อย่าง โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันนั้น ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนอกจากคอยให้กำลังใจแล้ว ยังต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ และสร้างสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยสามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง คือ  ทางการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน จากแม่สู่ลูก จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เพราะเป็นการส่งต่อเชื้อทางเลือด อะไรก็ตาม ที่สัมผัสกับเลือดก็มีโอกาสเสี่ยง ถ้าหากผิวหนังของเรา สัมผัสกับเลือดผู้ติดเชื้อ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย เพราะผิวหนังของเรา สามารถกันเชื้อไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าเกิดคุณมีแผลตามผิวหนัง ก็มีโอกาสเสี่ยง การสัมผัสกับเชื้อ จากน้ำลายโดยการจูบ ก็ไม่ได้มีความเสี่ยง ถ้าหากจะเสี่ยง คือ ต้องจูบแบบรับน้ำลายกันต้องมีปริมาณมากเป็นลิตรถึงจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ  ออรัลเซ็กซ์ ส่วนใหญ่จะไม่ติด เว้นแต่ว่าในปากมีแผล มีเลือดออก แบบนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการติด แต่เปอร์เซ็นต์ที่จะติดเชื้อน้อย เตรียมตัวอย่างไรหากต้องอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ ผู้ที่อาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วย ดังนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะต้น ๆ ที่รับประทานยาเป็นประจำทุกวัน อาจช่วยป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปเป็นโรคเอดส์และทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานเหมือนคนปกติ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แม้ไข้หวัดใหญ่บางชนิดจะไม่รุนแรงสำหรับคนทั่วไป ทว่าอาจส่งผลรุนแรงต่อผู้ป่วยเอดส์หรือผู้ป่วยเอชไอวีได้ ดังนั้น คนใกล้ชิดซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจนำเชื้อโรคแพร่สู่ผู้ป่วยจำเป็นต้องป้องกันตนเองและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อีกทั้งควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดอื่น ๆ ด้วย วิธีอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์  ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์จะมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ สิ่งที่เราควรจะทำ…

  • | | | |

    การทำความเข้าใจกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่เป็นกลุ่ม U=U

    เมื่อเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าไปสู่ร่างกาย จะเข้าทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย จึงทำให้ผู้ป่วยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงจนในที่สุด ร่างกายของผู้ป่วย ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ และอาจเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ เช่น วัณโรค เชื้อรา ปอดบวม เป็นต้น โดยส่วนมากผู้ป่วยจะมีปริมาณของไวรัส ในเลือดมากกว่า 200-1,000 ตัว ต่อซีซีของเลือด แต่ะเมื่อได้เข้ารับการรักษา ทำให้มีปริมาณของเชื้อไวรัส ในเลือดต่ำกว่า 50 ตัวต่อซีซีของเลือด โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราจะเรียกกันว่า ตรวจไม่เจอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เชื้อที่อยู่ภายในร่างกายได้หมดไปแล้ว เพียงแต่ จะมีปริมาณที่เหลือน้อยมาก ๆ จนทำให้ตรวจไม่เจอ U=U คืออะไร ตรวจเอชไอวี ไม่เจอ เป็นเพราะอะไร การที่จะสามารถแพร่เชื้อเอชไอวีได้นั้น จะต้องมีปริมาณของเชื้อไวรัสมากพอสมควร คือ ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดตั้งแต่ 200 – 1,000 copies/ซีซีของเลือด จึงจะสามารถแพร่เชื้อได้  กรณีที่จะตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวี มีดังนี้ 1. กรณีตรวจเอชไอวี…

  • อยากตรวจเอชไอวี แต่ไม่อยากไปคลินิก ชุดตรวจเอชไอวี ช่วยคุณได้

    การตรวจเอชไอวี เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของการดูแลสุขภาพทางเพศ แต่ในความเป็นจริง หลายคนยังลังเล ไม่กล้า หรือไม่สะดวกเดินทางไปตรวจที่คลินิกหรือสถานพยาบาล ด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัว เวลา ความกังวลต่อการถูกตีตรา หรือแม้แต่ความกลัวต่อบรรยากาศทางการแพทย์ ด้วยเหตุนี้ ชุดตรวจเอชไอวี จึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคเหล่านี้ และทำให้การรู้สถานะเอชไอวีเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย เป็นส่วนตัว และอยู่ในมือของแต่ละคนอย่างแท้จริง บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับชุดตรวจเอชไอวี ตั้งแต่หลักการทำงาน ความน่าเชื่อถือ ข้อดี ข้อจำกัด ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมชุดตรวจเอชไอวีจึงเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่อยากตรวจ แต่ไม่อยากไปคลินิก พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ทำไมหลายคนอยากตรวจเอชไอวี แต่ไม่อยากไปคลินิก ชุดตรวจเอชไอวี ทำงานอย่างไร ? ชุดตรวจเอชไอวีคืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปคลินิกหรือโรงพยาบาล ชุดตรวจเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานง่าย ปลอดภัย และให้ผลเบื้องต้นภายในระยะเวลาอันสั้น หลักการทำงานของชุดตรวจเอชไอวีส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อเอชไอวี ตัวอย่างที่ใช้ตรวจอาจเป็นเลือดจากปลายนิ้วหรือสารคัดหลั่งในช่องปาก เมื่อทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ผลตรวจจะปรากฏภายในเวลาประมาณ 1 ถึง 20 นาที ขึ้นอยู่กับชนิดของชุดตรวจ ชุดตรวจเอชไอวี เหมาะกับใครบ้าง ? ชุดตรวจเอชไอวีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรู้สถานะเอชไอวีของตนเอง แต่ยังไม่สะดวกหรือไม่พร้อมเข้ารับการตรวจที่คลินิก กลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวสูงมักเลือกใช้ชุดตรวจเอชไอวี เนื่องจากสามารถตรวจได้ด้วยตนเองในสถานที่ที่รู้สึกปลอดภัย นอกจากนี้ ผู้ที่มีเวลาจำกัด ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ต้องการตรวจซ้ำเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังสุขภาพของตนเอง ก็สามารถใช้ชุดตรวจเอชไอวีเป็นทางเลือกได้เช่นกัน…

  • | |

    มีเพศสัมพันธ์อย่างไรให้ปลอดภัย

    เรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญของทุกคน การป้องกันก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน การมีเซ็กส์ยังไงให้ปลอดภัย เพื่อการป้องกัน และลดความเสี่ยงการติดต่อของโรคทางเพศสัมพันธ์ Safe Sex คืออะไร  Safe Sex มีแบบไหนบ้าง? แบบที่ 1 ก่อนที่จะมี Sex กับใครได้โปรดตรวจเลือดเพื่อความชัวร์!  แม้ว่าเราจะมั่นใจในตัวเอง หรือไว้ใจในคู่นอนของเรามากแค่ไหน แต่การตรวจเลือดก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็จะชัวร์และปลอดภัยมากกว่า เพราะการที่เราตรวจเลือดก่อนมีเพศสัมพันธ์ก็เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เราสามารถตรวจได้จากเลือดนั้นเอง เช่น โรคเอดส์ โรคซิฟิลิส หรือโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ที่ติดแล้วรักษายากมาก ๆ ซึ่งสามารถตรวจได้ตามโรงพยาบาลทั่วไปเลย ฉะนั้นก่อนมีเพศสัมพันธ์เราอยากจะแนะนำให้ตรวจเลือดก่อนทุกครั้งเพื่อเขาเพื่อเราจะได้ปลอดภั ข้อดีของการใช้ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันเราจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือการคุมกำเนิดได้ 100% ถ้าถุงยาง ไม่รั่ว ไม่ขาด ไม่หมดอายุ ฉะนั้นเช็กดี ๆ ก่อนสวม ราคาไม่แพง หาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ เปิดขายกันตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพหรือภาวะแทรกซ้อนด้วย ข้อควรระวังในการใช้ถุงยาง อาจทำให้เกิดการแพ้สารเคมีในถุงยางได้ และอาจทำให้ถุงยางรั่วหรือแตก ระวังกันด้วยน้าา เช็กวันหมดอายุ รวมถึงเช็กขนาด รอยขาด รอยรั่วด้วยเพื่อความปลอดภัยของเรา แบบที่ 3…