Untransmittable
| | | |

Untransmittable ความสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “Untransmittable” ที่มาพร้อมแนวคิด “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” (U=U) ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการแพทย์และสังคมทั่วโลก แนวคิดนี้ไม่เพียงแค่ช่วยปรับปรุงชีวิตของผู้ติดเชื้อ HIV แต่ยังเปลี่ยนแปลงทัศนคติและการยอมรับในสังคมต่อผู้ที่มีเชื้อ HIV ด้วย

“Quicky"

U=U มีความหมายว่า ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) อย่างต่อเนื่อง และสามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดจนไม่สามารถตรวจพบได้ จะไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ ความสำเร็จนี้ได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยและการศึกษามากมายที่สนับสนุนแนวคิดนี้

ความสำคัญทางการแพทย์ของ “Untransmittable”

Untransmittable คือแนวคิดที่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะจากการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายจนไม่สามารถตรวจพบได้ เมื่อพวกเขารับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ปริมาณไวรัสในเลือดที่ต่ำมาก ๆ ทำให้ไม่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ โดยเฉพาะผ่านทางเพศสัมพันธ์

ความสำคัญของ U=U ในด้านการแพทย์มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

“Quicky"
  1. การป้องกันการแพร่เชื้อ HIV: แนวคิด U=U ช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อไปยังคู่นอนหรือบุคคลอื่น ซึ่งทำให้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV ควบคู่กับวิธีการป้องกันอื่น ๆ เช่น การใช้ถุงยางอนามัยหรือการรับประทานยา PrEP (Pre-exposure prophylaxis)
  2. การดูแลสุขภาพของผู้ติดเชื้อ: ผู้ติดเชื้อ HIV ที่เข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องจะมีสุขภาพที่ดีและสามารถควบคุมปริมาณไวรัสในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำได้ นอกจากจะป้องกันการแพร่เชื้อแล้ว ยังช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและปราศจากภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อ HIV ได้
  3. การสร้างความมั่นใจในการรักษา: การรับรู้เกี่ยวกับ U=U ส่งเสริมให้ผู้ที่ติดเชื้อยอมรับและปฏิบัติตามการรักษาอย่างเคร่งครัด เนื่องจากพวกเขารู้ว่าการรักษานั้นมีผลดีต่อสุขภาพของตนเองและยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

Untransmittable การลดอคติและการตีตรา

Untransmittable

ผลกระทบของ U=U ไม่ได้หยุดอยู่แค่ด้านการแพทย์ แต่ยังส่งผลลึกซึ้งในระดับสังคม โดยเฉพาะในเรื่องของการลดการตีตราและอคติที่เคยมีต่อผู้ติดเชื้อ HIV ในอดีต ผู้ที่มีเชื้อ HIV มักจะเผชิญกับการถูกแยกออกจากสังคม เนื่องจากความกลัวว่าจะแพร่เชื้อได้ แต่การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ U=U ช่วยให้สังคมเปลี่ยนมุมมองต่อผู้ติดเชื้อได้อย่างชัดเจน

การที่สังคมรับรู้ว่า “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” ช่วยทำให้เกิดการยอมรับที่มากขึ้นในหลายด้าน เช่น:

“ChatLove2test"
  • ลดการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน: ผู้ที่มีเชื้อ HIV มักถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงานเนื่องจากความกลัวของนายจ้างหรือเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อสังคมเข้าใจว่า HIV ไม่สามารถแพร่เชื้อได้หากตรวจไม่เจอ การเลือกปฏิบัติเหล่านี้จะลดลง ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถทำงานและมีชีวิตที่มีความหมายได้เหมือนคนทั่วไป
  • สร้างความมั่นใจในความสัมพันธ์ส่วนตัว: สำหรับคู่รักที่มีความต่างสถานะทางเชื้อ HIV (หนึ่งคนติดเชื้อและอีกคนไม่ได้ติดเชื้อ) U=U ช่วยให้พวกเขาสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและปลอดภัยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแพร่เชื้อ แนวคิดนี้ช่วยลดความกลัวและสร้างความมั่นใจในชีวิตคู่ได้
  • ลดการตีตราในสังคม: การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ U=U ช่วยลดความกลัวและความเข้าใจผิดที่สังคมเคยมีเกี่ยวกับ HIV ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมโดยไม่ถูกกีดกันหรือประสบกับการเหยียดหยาม

การสร้างความเข้าใจและความหวังใหม่

Untransmittable

การที่แนวคิด U=U ได้รับการยอมรับในวงกว้างช่วยสร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ติดเชื้อ HIV และครอบครัวของพวกเขา จากเดิมที่ HIV เป็นโรคที่มาพร้อมกับความกลัวและการกีดกัน แต่ปัจจุบัน ด้วยการรักษาทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ปกติและสุขภาพดีได้เหมือนกับคนทั่วไป

U=U ยังช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีแรงจูงใจในการเข้ารับการรักษาและดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น และยังทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง

“PrEPLove2test"

นอกจากนี้ แนวคิด U=U ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดความไม่เท่าเทียมในสังคม การยอมรับแนวคิดนี้ช่วยส่งเสริมให้เกิดการดูแลและสนับสนุนผู้ติดเชื้อ HIV อย่างเหมาะสม และลดความไม่เสมอภาคที่พวกเขาเคยเผชิญในด้านต่าง ๆ เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การทำงาน และการศึกษาด้วย

สรุป U=U คือการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมทั้งทางการแพทย์และสังคม

แนวคิด Untransmittable หรือส่วนหนึ่งใน U=U ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในการรักษาและป้องกันการแพร่เชื้อ HIV เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความเข้าใจและยอมรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV มากขึ้น นอกจากจะช่วยลดการแพร่เชื้อได้จริง ยังช่วยลดการตีตรา อคติ และความเข้าใจผิดที่มีต่อผู้ติดเชื้อได้อย่างมาก

ในขณะที่การแพทย์ยังคงพัฒนา แนวคิด U=U จะยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นสถานที่ที่มีความเท่าเทียม ความเข้าใจ และการสนับสนุนต่อผู้ที่ติดเชื้อ HIV อย่างแท้จริง เมื่อทุกคนเข้าใจว่า “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” เราก็สามารถสร้างสังคมที่ไม่เพียงแต่ปราศจากการแพร่เชื้อ HIV แต่ยังเต็มไปด้วยความรัก ความหวัง และความเท่าเทียมสำหรับทุกคน

Similar Posts

  • | | |

    โรคติดเชื้อฉวยโอกาส ที่พบได้มากในผู้ติดเชื้อเอชไอวี

    โรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือภาวะแทรกซ้อน คือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรืออาการภาวะแทรกซ้อนระยะเริ่มต้น คือ ผิวหนังเป็นเริม งูสวัสดิ์ ฝี เชื้อรา ผื่น กลากเกลื้อน แผลเรื้อรัง ลิ้นเป็นฝ้าขาว แบบโรคเชื้อรา เป็นไข้ และไอเรื้อรัง แบบวัณโรคปอด เป็นไข้ ไอ หอบ แบบปอดอักเสบ เป็นไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง ก้มไม่ได้ (ก้มยาก) แบบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แขน ขา ชา อ่อนแรง แบบไขสันหลังอักเสบ ซีด มีจุดแดง จ้ำเขียว หรือเลือดออก แบบโรคเลือด ท้องเดินเรื้อรัง แบบมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคติดเชื้อฉวยโอกาส หรือภาวะแทรกซ้อน ที่อาจพบได้ และค่อนข้างเป็นอันตราย ได้แก่

  • ยาต้าน HIV คืออะไร? เข้าใจง่าย ใช้รักษาได้จริง

    เมื่อพูดถึงการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในปัจจุบัน สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ “ความหวัง” ที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึง “ยาต้าน HIV” หรือที่เรียกว่า ยาต้านไวรัส (Antiretroviral drugs) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ติดเชื้อในยุคใหม่ ยาต้านเหล่านี้สามารถยับยั้งไม่ให้เชื้อแพร่กระจายภายในร่างกาย ช่วยให้ภูมิคุ้มกันไม่เสื่อมลงจนเกิดโรคเอดส์ (AIDS) และที่สำคัญ คือ ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป ทั้งด้านสุขภาพ การงาน และความสัมพันธ์ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาต้าน HIV ตั้งแต่พื้นฐาน กลไกการทำงาน ประเภทของยา แนวทางการรักษา ผลข้างเคียง ไปจนถึงการเข้าถึงยาฟรีในประเทศไทย เพื่อให้ทุกคนมีความรู้และไม่กลัวการติดเชื้ออย่างที่เคยเป็นมา ยาต้าน HIV คืออะไร และทำงานอย่างไรในร่างกาย ? การเริ่มต้นยาต้าน HIV ต้องเตรียมตัวยังไง หากตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV การเริ่มต้นยาต้านไม่ควรล่าช้า โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินค่าภูมิคุ้มกัน (CD4) ระดับไวรัส (Viral Load) และตรวจเลือดอื่นๆ เพื่อดูว่าร่างกายพร้อมรับยาแล้วหรือไม่ ปัจจุบันแนวทางของประเทศไทยสนับสนุนให้เริ่มยาโดยเร็วที่สุดภายในไม่กี่วันหลังทราบผล และไม่จำเป็นต้องรอให้ CD4 ต่ำเหมือนในอดีต ก่อนเริ่มยา ผู้ป่วยควรได้รับการให้คำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ…

  • รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ “กามโรค” อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

    ในยุคที่ความสัมพันธ์ทางเพศเปิดกว้างและการพบปะผู้คนใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายผ่านแอปหรือสังคมออนไลน์ “กามโรค” กลายเป็นประเด็นสุขภาพที่คนรุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญมากกว่าที่คิด หลายคนอาจมองว่ากามโรคเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าเป็นโรคของคนเจ้าชู้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กามโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง คู่รัก หรือแม้แต่คนที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก การเข้าใจเรื่องกามโรคอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในสังคม และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติและสำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายทั่วไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ “ทุกเรื่องเกี่ยวกับกามโรค” ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน ไปจนถึงแนวทางการรักษาแบบมืออาชีพ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าความรู้เรื่องนี้จะช่วยปกป้องคุณและคนรอบตัวจากโรคที่อาจส่งผลต่อชีวิตในระยะยาว ความหมายของ “กามโรค” คืออะไร ? กามโรค ที่พบบ่อยในประเทศไทย ประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วยกามโรคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีคู่นอนหลายคนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ปัจจุบันกามโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีดังนี้ 1. หนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์โดยตรง อาการที่พบบ่อยคือปัสสาวะแสบขัด มีหนองออกจากอวัยวะเพศ หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจลุกลามจนทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก หรือการอักเสบของอุ้งเชิงกรานในผู้หญิงได้ 4. หูดหงอนไก่ (Genital Warts) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เกิดตุ่มหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก…

  • อยากตรวจเอชไอวี แต่ไม่อยากไปคลินิก ชุดตรวจเอชไอวี ช่วยคุณได้

    การตรวจเอชไอวี เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของการดูแลสุขภาพทางเพศ แต่ในความเป็นจริง หลายคนยังลังเล ไม่กล้า หรือไม่สะดวกเดินทางไปตรวจที่คลินิกหรือสถานพยาบาล ด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัว เวลา ความกังวลต่อการถูกตีตรา หรือแม้แต่ความกลัวต่อบรรยากาศทางการแพทย์ ด้วยเหตุนี้ ชุดตรวจเอชไอวี จึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคเหล่านี้ และทำให้การรู้สถานะเอชไอวีเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย เป็นส่วนตัว และอยู่ในมือของแต่ละคนอย่างแท้จริง บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับชุดตรวจเอชไอวี ตั้งแต่หลักการทำงาน ความน่าเชื่อถือ ข้อดี ข้อจำกัด ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมชุดตรวจเอชไอวีจึงเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่อยากตรวจ แต่ไม่อยากไปคลินิก พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ทำไมหลายคนอยากตรวจเอชไอวี แต่ไม่อยากไปคลินิก ชุดตรวจเอชไอวี ทำงานอย่างไร ? ชุดตรวจเอชไอวีคืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปคลินิกหรือโรงพยาบาล ชุดตรวจเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานง่าย ปลอดภัย และให้ผลเบื้องต้นภายในระยะเวลาอันสั้น หลักการทำงานของชุดตรวจเอชไอวีส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อเอชไอวี ตัวอย่างที่ใช้ตรวจอาจเป็นเลือดจากปลายนิ้วหรือสารคัดหลั่งในช่องปาก เมื่อทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ผลตรวจจะปรากฏภายในเวลาประมาณ 1 ถึง 20 นาที ขึ้นอยู่กับชนิดของชุดตรวจ ชุดตรวจเอชไอวี เหมาะกับใครบ้าง ? ชุดตรวจเอชไอวีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรู้สถานะเอชไอวีของตนเอง แต่ยังไม่สะดวกหรือไม่พร้อมเข้ารับการตรวจที่คลินิก กลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวสูงมักเลือกใช้ชุดตรวจเอชไอวี เนื่องจากสามารถตรวจได้ด้วยตนเองในสถานที่ที่รู้สึกปลอดภัย นอกจากนี้ ผู้ที่มีเวลาจำกัด ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ต้องการตรวจซ้ำเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังสุขภาพของตนเอง ก็สามารถใช้ชุดตรวจเอชไอวีเป็นทางเลือกได้เช่นกัน…

  • | | | |

    ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เป็นเพราะอะไรได้บ้าง?

     การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี  ถ้าผลตรวจออกมาเป็นลบ หรือไม่เจอเชื้อ ก็เป็นการได้เริ่มต้นป้องกันตัวเองอย่างจริงจัง หรือถ้าตรวจเจอเชื้อ ก็ถือว่าเป็นการรู้ตัวก่อนที่จะป่วยขึ้นมา เพื่อได้เข้าสู่กระบวนการรักษาแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ป่วยหรือ เสียชีวิตจากโรคเอดส์ อีกทั้งสามารถป้องกันคนที่เรารักและคนอื่นๆ ไม่ให้ติดเชื้อจากเราได้ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี สามารถแบ่ง 2 ลักษณะ คือ ตรวจคัดกรอง และตรวจยืนยัน ทำไมถึงต้องตรวจคัดกรองก่อน เพราะปัจจุบัน การตรวจยืนยัน ยังอาจใช้เวลานาน กว่าจะทราบผล และมีผู้ป่วยมารับบริการจำนวนมาก ดังนั้นหากมีการตรวจคัดกรองมาก่อน ก็จะสามารถช่วยคัดกรองผู้ป่วย ที่มีโอกาสพบเชื้อ กับผู้ที่ไม่มีโอกาสพบเชื้อ ให้สามารถเข้าสู่ระบบการตรวจรักษาได้เร็วขึ้น และลดภาระงาน ในการตรวจของเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง การจะแพร่เชื้อได้นั้น จะต้องมีปริมาณของเชื้อไวรัสมากพอสมควร โดยเกณฑ์ที่ใช้เทียบเคียง คือ ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดตั้งแต่ 200 – 1,000 copies/ซีซีของเลือด จึงจะสามารถแพร่เชื้อได้ และชุดตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน สามารถตรวจได้ต่ำสุดตั้งแต่ 20-50 copies/ซีซีของเลือด ปัจจุบันวิธีการตรวจจะพัฒนาขึ้นมาก และสามารถตรวจได้เร็วสุดภายในหนึ่งสัปดาห์ ด้วยวิธีการตรวจแบบ NAT แต่หากตรวจด้วยวิธีอื่น ระยะเวลาที่ดีที่สุดที่สมควรตรวจ คือ 30…

  • |

    แผลริมอ่อน (Chancroid) 

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศกับคนที่เป็นโรค หรือคนที่ติดเชื้อ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผ่านการถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มร่วมกันได้เหมือนกัน  โรคแผลริมอ่อน (Chancroid)  คืออะไร สาเหตุของแผลริมอ่อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ฮีโมฟิลุส ดูเครย์ (Haemophilus ducreyi) โดยเชื้อชนิดนี้จำนวนมากจะอยู่ที่หนอง และจะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกทางผิวหนัง จากนั้นเชื้อจะสร้างสารพิษ (HdCDT) ขึ้นมาทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศ และมีหนองไหล ทำให้หากสัมผัสโดนของเหลวจากแผลโดยตรง ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น ทางผิวหนังที่เกิดบาดแผลหรือมือที่มีเชื้อไปสัมผัสโดนดวงตา รวมถึงการสัมผัสถูกเชื้อในขณะมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทั้งการร่วมเพศทางปาก ทางทวารหนัก หรือการมีเพศสัมพันธ์แบบชายหญิงโดยปกติ เชื้อชนิดนี้มักระบาดมากในประเทศแถบแอฟริกา เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ หรือถิ่นที่มีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่สะอาดเพียงพอ จึงอาจทำให้ได้รับเชื้อในระหว่างที่พักอาศัยหรือท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ อาการดังที่จะพบได้ทั้งในผู้ชาย และผู้หญิง การวินิจฉัยแผลริมอ่อน นอกจากนั้นแพทย์จะแนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อหาความเสี่ยงต่อการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น โรคซิฟิลิส โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น การรักษาแผลริมอ่อน แผลริมอ่อนสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบถ้วนตามที่แพทย์สั่ง และไม่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงซ้ำซาก (หากรักษาไม่ครบจะทำให้เชื้อดื้อยา) และช่วยให้ผู้ป่วยหายได้ไวขึ้นและลดรอยแผลเป็น แต่ในบางรายที่มีอาการต่อมน้ำเหลืองบวมจนมีขนาดใหญ่อาจต้องเข้ารับการผ่าตัด…