โรคเอดส์ ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ป้องกันได้ รักษาได้
|

โรคเอดส์ ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ป้องกันได้ รักษาได้

“โรคเอดส์” หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินมาตั้งแต่อดีต และในบางครั้งยังถูกใช้อย่างคลาดเคลื่อน จนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ซึ่งเป็นไวรัสต้นเหตุของโรคเอดส์อย่างแท้จริง บางคนเข้าใจว่า HIV และเอดส์คือสิ่งเดียวกัน หรือเข้าใจว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้และต้องเสียชีวิตในเวลาอันสั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคเอดส์ อย่างถูกต้อง แยกให้ออกระหว่างการติดเชื้อ HIV กับการเป็นเอดส์ พร้อมทั้งพูดถึงวิธีการป้องกัน การรักษา และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน

HIV และเอดส์ ต่างกันอย่างไร ?

“Quicky"

HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือไวรัสที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ระยะของโรคเอดส์

AIDS หรือ “โรคเอดส์” เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV ซึ่งภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอจนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคฉวยโอกาสอื่น ๆ ได้ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ หรือมะเร็งบางชนิด หากผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถป้องกันไม่ให้เข้าสู่ระยะเอดส์ได้ตลอดชีวิต

อาการของ โรคเอดส์

อาการของ โรคเอดส์

ผู้ที่ติดเชื้อ HIV มักจะไม่มีอาการใด ๆ เป็นเวลาหลายปี หากไม่ได้รับการรักษา ภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ ลดลง และเริ่มมีอาการเมื่อเข้าสู่ระยะของโรคเอดส์ ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

“Quicky"
  • น้ำหนักลดมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีไข้เรื้อรังหรือเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • มีแผลในปากหรือช่องคลอดที่รักษาไม่หาย
  • มีปอดอักเสบบ่อย ๆ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตเรื้อรัง
  • ติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือมะเร็งบางชนิด

อาการเหล่านี้มักไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย HIV จึงเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด

การวินิจฉัยและตรวจหา HIV

การตรวจ HIV ในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งในโรงพยาบาล คลินิกเวชกรรม หรือคลินิกชุมชนที่ให้บริการโดยไม่เปิดเผยชื่อ นอกจากนี้ยังมีชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต การตรวจควรทำภายหลังมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ และอาจต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ หากพบว่าติดเชื้อ การตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจปริมาณไวรัส (Viral Load) และจำนวน CD4 จะช่วยประเมินสุขภาพของผู้ติดเชื้อ และวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ

“ChatLove2test"

การรักษาผู้ติดเชื้อ HIV

ปัจจุบันผู้ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติหากได้รับการรักษาด้วย ยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy หรือ ART) อย่างต่อเนื่อง ยานี้จะช่วยลดปริมาณไวรัสในร่างกายจนต่ำมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) และไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้อื่นได้ (U=U: Undetectable = Untransmittable) ยาต้าน HIV ในปัจจุบันเป็นยากิน วันละ 1 เม็ด และสามารถรับได้ฟรีผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีสถานพยาบาลในทุกจังหวัดให้บริการ ทั้งโรงพยาบาลรัฐ คลินิกเฉพาะทาง และคลินิกชุมชนที่ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม

แนวทางการป้องกัน โรคเอดส์

แนวทางการป้องกัน โรคเอดส์

วิธีป้องกันการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์มีหลายวิธี ได้แก่

“PrEPLove2test"
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำทุก 3 – 6 เดือน หากมีพฤติกรรมเสี่ยง
  • ใช้ยาป้องกันล่วงหน้า (PrEP) หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ชายรักชาย หรือผู้มีคู่นอนหลายคน
  • หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ถุงยางแตก ควรใช้ยาต้านไวรัสฉุกเฉิน (PEP) ภายใน 72 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และเลือกรับบริการสัก/เจาะ จากร้านที่สะอาด ปลอดเชื้อ

ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพ ไม่ต่างจากคนทั่วไป

ผู้ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบันสามารถมีชีวิตที่ปกติ สุขภาพดี และมีอายุยืนได้เทียบเท่าคนทั่วไป หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก และใช้ชีวิตโดยไม่มีใครรู้สถานะของตนเลยด้วยซ้ำ เพราะสิ่งสำคัญคือ “การตรวจพบเร็วและเริ่มรักษาเร็ว” นอกจากนี้ ยังมีชุมชน กลุ่มสนับสนุน และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ติดเชื้อได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รับข้อมูลที่ถูกต้อง และเสริมพลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่ไม่มีการตีตรา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคเอดส์

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคเอดส์

แม้จะมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ HIV และโรคเอดส์ แต่ความเข้าใจผิดก็ยังคงมีอยู่ในสังคม เช่น บางคนยังเชื่อว่าโรคเอดส์สามารถติดต่อผ่านการจับมือ การใช้ช้อนส้อมร่วมกัน หรือการอยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อ ซึ่งไม่เป็นความจริง การรู้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก เพราะจะช่วยลดการตีตรา และสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน อีกความเข้าใจผิดคือมองว่าผู้ติดเชื้อ HIV ต้องมีสุขภาพไม่ดี หรือมีอาการเจ็บป่วยตลอดเวลา ทั้งที่ปัจจุบันคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อสามารถมีสุขภาพแข็งแรงและใช้ชีวิตตามปกติได้ หากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

“โรคเอดส์” ไม่ใช่จุดจบของชีวิต หากเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันและควบคุมได้ หากเราทำความเข้าใจอย่างถูกต้องและเลิกตีตราผู้ติดเชื้อ HIV การตรวจ การรักษา และการใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา และผู้ติดเชื้อจะได้รับโอกาสใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ ไม่ต่างจากคนทั่วไป เราทุกคนมีบทบาทในการยุติการตีตราและลดการแพร่ระบาดของ HIV ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สนับสนุนการตรวจเลือดโดยไม่อาย หรือเปิดใจรับฟังโดยไม่มีอคติ

อ้างอิง

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2566). สถานการณ์และแนวทางการป้องกันโรคเอดส์ในประเทศไทย. https://ddc.moph.go.th
  • ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย. (2566). ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ HIV และโรคเอดส์. https://www.trcarc.org

Similar Posts

  • |

    U=U&ME แคมเปญใหม่เพื่อหยุดตีตราผู้ติดเชื้อ!

    เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 ได้มีการจัดถ่ายภาพที่ Crimson Studio ในกรุงเทพฯ สำหรับแคมเปญที่ชื่อว่า “U=U&ME” ซึ่งดำเนินการโดยมูลนิธิ Love Foundation Thailand แคมเปญนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและเสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตร่วมกับเอชไอวี โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้และการต่อต้านการตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวี

  • | | | |

    การทำความเข้าใจกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่เป็นกลุ่ม U=U

    เมื่อเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าไปสู่ร่างกาย จะเข้าทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย จึงทำให้ผู้ป่วยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงจนในที่สุด ร่างกายของผู้ป่วย ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ และอาจเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ เช่น วัณโรค เชื้อรา ปอดบวม เป็นต้น โดยส่วนมากผู้ป่วยจะมีปริมาณของไวรัส ในเลือดมากกว่า 200-1,000 ตัว ต่อซีซีของเลือด แต่ะเมื่อได้เข้ารับการรักษา ทำให้มีปริมาณของเชื้อไวรัส ในเลือดต่ำกว่า 50 ตัวต่อซีซีของเลือด โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราจะเรียกกันว่า ตรวจไม่เจอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เชื้อที่อยู่ภายในร่างกายได้หมดไปแล้ว เพียงแต่ จะมีปริมาณที่เหลือน้อยมาก ๆ จนทำให้ตรวจไม่เจอ U=U คืออะไร ตรวจเอชไอวี ไม่เจอ เป็นเพราะอะไร การที่จะสามารถแพร่เชื้อเอชไอวีได้นั้น จะต้องมีปริมาณของเชื้อไวรัสมากพอสมควร คือ ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดตั้งแต่ 200 – 1,000 copies/ซีซีของเลือด จึงจะสามารถแพร่เชื้อได้  กรณีที่จะตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวี มีดังนี้ 1. กรณีตรวจเอชไอวี…

  • |

    ไวรัสตับอักเสบบี มีสาเหตุมาจากอะไร?

    ไวรัสตับอักเสบบี เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ยังถูกพบจำนวนมาก ในประเทศไทย ซึ่งนำไปสู่โรคร้ายแรงต่อตับของร่างกาย ได้แก่ โรคมะเร็งตับ โรคตับแข็ง และโรคตับวาย เป็นต้น ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่าตัวเองติดไวรัสตับอักเสบบีอยู่ เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจว่าโรคชนิดนี้มีสาเหตุมาจากอะไร โดยบทความนี้จะแสดงรายละเอียดถึงโรคไวรัสตับอักเสบบีทั้งหมด รู้จักไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อกันอย่างไร เชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะสามารถติดต่อกันผ่านทางเลือด และสารคัดหลั่งของมนุษย์เป็นหลัก การที่จะรู้ได้ว่าคุณติดเชื้อแล้วหรือไม่ จะต้องมีการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วยวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้ ความเสี่ยงเหล่านี้ อาจทำให้คุณติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี ได้ ไวรัสตับอักเสบบี หายขาดหรือไม่ โรคนี้สามารถหายขาดได้ หากตรวจพบเชื้ออย่างรวดเร็ว หรืออยู่ในระยะอาการแบบเฉียบพลัน เฉลี่ยใช้เวลาในการรักษาประมาณ 3 เดือน แต่สำหรับในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีระยะอาการตับอักเสบเรื้อรัง แพทย์จะต้องทำการตรวจวินิจฉัย และวางแผนในการรักษาอย่างรอบคอบต่อไป ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ Post Views: 2,758

  • | | |

    ยาเพร็พ (PrEP) ป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อเอชไอวี

    ยาต้านไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้สูงสุดถึง 99% หากมีการใช้อย่างถูกวิธี เพื่อให้ร่างกายมีระดับยาที่เพียงพอในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยต้องจะรับประทานยาติดต่อกันทุกวันตลอดช่วงที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ และการใช้ยาในลักษณะนี้จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดก่อนเริ่มยาว่าตนไม่มีเชื้อเอชไอวี อยู่ก่อนแล้ว  ใครบ้างที่ควรได้รับยาเพร็พ (PrEP) ยาเพร็พ (PrEP) ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ได้กี่เปอร์เซ็นต์ การใช้ยา PrEP อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง โดยกินต่อเนื่องทุกวันไปอย่างน้อย 7 วันก่อนที่จะมีความเสี่ยง จะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไอวี จากการมีเพศสัมพันธ์ได้มากกว่า 90 % ส่วนในกรณีของผู้ใช้ยาเสพติดแบบฉีด สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลงได้ถึง 70% ดังนั้นถ้าเราอยากจะป้องกันให้ดีที่สุด ก็ควรกิน PrEP และใช้ถุงยางอนามัยด้วย เพราะหากพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป (เช่น ถุงยางแตก หรือคู่ไม่ยอมใส่ หรือลืมกิน PrEP) ก็มีอีกอย่างที่ช่วยป้องกันเราจากการติดเชื้อเอชไอวีได้ ทำไงถ้าลืมทานยาเพร็พ (PrEP) หากลืมกินยา หรือกินยาไม่ตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง สามารถ รัประทานห่างกันได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง หากลืมเมื่อใด แล้วนึกออกให้รับประทานทันที แต่หากลืมเกิน 7 วัน ให้เริ่มนับ…

  • ยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน หาซื้อได้ที่ไหน? คลินิก โรงพยาบาล และบริการใกล้คุณ

    การป้องกันเอชไอวีถือเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาพทางเพศในยุคปัจจุบัน แต่ในบางครั้งสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางฉีกขาดหรือหลุดโดยไม่ทันรู้ตัว การถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือแม้แต่การสัมผัสกับเลือดและเข็มฉีดยาที่อาจปนเปื้อนเชื้อเอชไอวี สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ทันที คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า “จะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง?” คำตอบที่วงการแพทย์ยืนยันชัดเจนคือการใช้ ยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน (Post-Exposure Prophylaxis หรือ PEP) บทความนี้จะเจาะลึกข้อมูลที่คุณควรรู้เกี่ยวกับยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน ตั้งแต่หลักการทำงาน เหตุผลที่ไม่สามารถซื้อได้ทั่วไป สถานที่ที่สามารถเข้ารับยา ขั้นตอนการเข้ารับบริการ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าหากเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด จะสามารถปกป้องตัวเองได้อย่างทันท่วงทีและถูกต้องตามหลักการแพทย์ ความสำคัญของยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน ขั้นตอนการเข้ารับ ยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน การเข้ารับบริการยาต้านเอดส์ฉุกเฉินมีขั้นตอนที่ชัดเจน เริ่มตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงโดยแพทย์ หากมีความเสี่ยงสูง แพทย์จะพิจารณาให้เริ่มยาทันทีภายใน 72 ชั่วโมง พร้อมตรวจเลือดหาเอชไอวีและการติดเชื้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นผู้เข้ารับบริการต้องรับประทานยาต่อเนื่อง 28 วัน และกลับมาติดตามผลตามนัดหมาย เพื่อประเมินการตอบสนองของร่างกาย รวมถึงตรวจเลือดซ้ำเพื่อยืนยันผลการป้องกันเชื้อในช่วง 1 – 3 เดือนถัดมา โรงพยาบาลรัฐกับบริการยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลของรัฐถือเป็นสถานที่หลักในการให้บริการยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (ER) ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงสามารถไปที่แผนกฉุกเฉินเพื่อเข้ารับการประเมินและขอรับยาได้ทันที ข้อดีของโรงพยาบาลรัฐคือมีค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมสิทธิการรักษาของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรทอง…

  • เริมที่อวัยวะเพศ รักษาอย่างไร

    เริมที่อวัยวะเพศ เป็นหนึ่งในโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากคุณมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ ซึ่งพบได้ทุกเพศทุกวัย ยิ่งเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่มีโอกาสจะมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้าได้ และทำให้ติดโรคเริมที่อวัยวะเพศมา ความน่ากลัวของเชื้อเริมนี้ คือ เมื่อคุณติดแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกเรื่อยๆ ไม่สามารถหายขาดได้อย่างสนิทใจสักที หากคุณไม่ทำการรักษาก็จริงลุกลามเป็นแผล ส่งผลให้รู้สึกขาดความมั่นใจได้ครับ เริมที่อวัยวะเพศ มีสาเหตุจากอะไร โรคเริมอวัยวะเพศ ส่งผลร้ายอย่างไร ถึงแม้โรคเริม จะไม่ได้ทำให้เกิดโรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่หากมีแผลเริมที่อวัยวะเพศจะเป็นช่องทางที่ทำให้เชื้อโรคอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสเอชไอวี เชื้อซิฟิลิส เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสตับอักเสบซี หนองในแท้ หนองในเทียม ฯลฯ ยิ่งหากเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้ว ก็ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง อ่อนแอง่าย และเร่งให้เชื้อเริมกำเริบขึ้นมาบ่อยๆ ทั้งที่ทำการรักษาเรียบร้อยแล้วก็ตาม การรักษา เริมที่อวัยวะเพศ วิธีรักษาเริมที่อวัยวะเพศจะเน้นรักษาตามอาการ โดยจะใช้ทั้งยาชนิดรับประทานและยาทาไปพร้อมกัน โดยจะเป็นยาในกลุ่มต้านไวรัสชนิดที่ก่อให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศ เพราะไม่สามารถใช้ยารักษาไวรัสเริมที่เกิดบริเวณปากได้ เนื่องจากคนละชนิดสายพันธุ์กัน และเพื่อให้ผลการรักษาดีที่สุด ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาภายใน 5 วันแรก นับตั้งแต่เริ่มแสดงอาการครั้งแรก จะช่วยลดปริมาณเชื้อไวรัสไม่ให้ลุกลามไปยังเส้นประสาทส่วนอื่นของร่างกายได้ นอกจากนี้ หากผู้ป่วยมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณแผล ก็สามารถทานยาแก้ปวด บรรเทาอาการปวดได้ หรือจะใช้วิธีประคบเย็นที่แผลเป็นเวลา 30-60 นาที ร่วมด้วย ทั้งนี้…