|

โรคเอดส์ ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ป้องกันได้ รักษาได้

“โรคเอดส์” หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินมาตั้งแต่อดีต และในบางครั้งยังถูกใช้อย่างคลาดเคลื่อน จนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ซึ่งเป็นไวรัสต้นเหตุของโรคเอดส์อย่างแท้จริง บางคนเข้าใจว่า HIV และเอดส์คือสิ่งเดียวกัน หรือเข้าใจว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้และต้องเสียชีวิตในเวลาอันสั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคเอดส์ อย่างถูกต้อง แยกให้ออกระหว่างการติดเชื้อ HIV กับการเป็นเอดส์ พร้อมทั้งพูดถึงวิธีการป้องกัน การรักษา และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน

HIV และเอดส์ ต่างกันอย่างไร ?

HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือไวรัสที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ระยะของโรคเอดส์

AIDS หรือ “โรคเอดส์” เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV ซึ่งภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอจนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคฉวยโอกาสอื่น ๆ ได้ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ หรือมะเร็งบางชนิด หากผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถป้องกันไม่ให้เข้าสู่ระยะเอดส์ได้ตลอดชีวิต

อาการของ โรคเอดส์

ผู้ที่ติดเชื้อ HIV มักจะไม่มีอาการใด ๆ เป็นเวลาหลายปี หากไม่ได้รับการรักษา ภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ ลดลง และเริ่มมีอาการเมื่อเข้าสู่ระยะของโรคเอดส์ ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • น้ำหนักลดมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีไข้เรื้อรังหรือเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • มีแผลในปากหรือช่องคลอดที่รักษาไม่หาย
  • มีปอดอักเสบบ่อย ๆ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตเรื้อรัง
  • ติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือมะเร็งบางชนิด

อาการเหล่านี้มักไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย HIV จึงเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด

การวินิจฉัยและตรวจหา HIV

การตรวจ HIV ในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งในโรงพยาบาล คลินิกเวชกรรม หรือคลินิกชุมชนที่ให้บริการโดยไม่เปิดเผยชื่อ นอกจากนี้ยังมีชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต การตรวจควรทำภายหลังมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ และอาจต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ หากพบว่าติดเชื้อ การตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจปริมาณไวรัส (Viral Load) และจำนวน CD4 จะช่วยประเมินสุขภาพของผู้ติดเชื้อ และวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ

การรักษาผู้ติดเชื้อ HIV

ปัจจุบันผู้ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติหากได้รับการรักษาด้วย ยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy หรือ ART) อย่างต่อเนื่อง ยานี้จะช่วยลดปริมาณไวรัสในร่างกายจนต่ำมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable) และไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้อื่นได้ (U=U: Undetectable = Untransmittable) ยาต้าน HIV ในปัจจุบันเป็นยากิน วันละ 1 เม็ด และสามารถรับได้ฟรีผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีสถานพยาบาลในทุกจังหวัดให้บริการ ทั้งโรงพยาบาลรัฐ คลินิกเฉพาะทาง และคลินิกชุมชนที่ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม

แนวทางการป้องกัน โรคเอดส์

วิธีป้องกันการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์มีหลายวิธี ได้แก่

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำทุก 3 – 6 เดือน หากมีพฤติกรรมเสี่ยง
  • ใช้ยาป้องกันล่วงหน้า (PrEP) หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ชายรักชาย หรือผู้มีคู่นอนหลายคน
  • หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ถุงยางแตก ควรใช้ยาต้านไวรัสฉุกเฉิน (PEP) ภายใน 72 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และเลือกรับบริการสัก/เจาะ จากร้านที่สะอาด ปลอดเชื้อ

ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ใช้ชีวิตได้เต็มศักยภาพ ไม่ต่างจากคนทั่วไป

ผู้ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบันสามารถมีชีวิตที่ปกติ สุขภาพดี และมีอายุยืนได้เทียบเท่าคนทั่วไป หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก และใช้ชีวิตโดยไม่มีใครรู้สถานะของตนเลยด้วยซ้ำ เพราะสิ่งสำคัญคือ “การตรวจพบเร็วและเริ่มรักษาเร็ว” นอกจากนี้ ยังมีชุมชน กลุ่มสนับสนุน และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ติดเชื้อได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รับข้อมูลที่ถูกต้อง และเสริมพลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่ไม่มีการตีตรา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคเอดส์

แม้จะมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ HIV และโรคเอดส์ แต่ความเข้าใจผิดก็ยังคงมีอยู่ในสังคม เช่น บางคนยังเชื่อว่าโรคเอดส์สามารถติดต่อผ่านการจับมือ การใช้ช้อนส้อมร่วมกัน หรือการอยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อ ซึ่งไม่เป็นความจริง การรู้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก เพราะจะช่วยลดการตีตรา และสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน อีกความเข้าใจผิดคือมองว่าผู้ติดเชื้อ HIV ต้องมีสุขภาพไม่ดี หรือมีอาการเจ็บป่วยตลอดเวลา ทั้งที่ปัจจุบันคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อสามารถมีสุขภาพแข็งแรงและใช้ชีวิตตามปกติได้ หากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

“โรคเอดส์” ไม่ใช่จุดจบของชีวิต หากเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันและควบคุมได้ หากเราทำความเข้าใจอย่างถูกต้องและเลิกตีตราผู้ติดเชื้อ HIV การตรวจ การรักษา และการใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา และผู้ติดเชื้อจะได้รับโอกาสใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ ไม่ต่างจากคนทั่วไป เราทุกคนมีบทบาทในการยุติการตีตราและลดการแพร่ระบาดของ HIV ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สนับสนุนการตรวจเลือดโดยไม่อาย หรือเปิดใจรับฟังโดยไม่มีอคติ

อ้างอิง

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2566). สถานการณ์และแนวทางการป้องกันโรคเอดส์ในประเทศไทย. https://ddc.moph.go.th
  • ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย. (2566). ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ HIV และโรคเอดส์. https://www.trcarc.org

Similar Posts

  • ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีผลกระทบต่อทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อบางอย่างสามารถรักษาได้เพื่อให้คุณ และคู่นอนของคุณมีสุขภาพที่แข็งแรง และคุณเองสามารถป้องกันตัวเองจากการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ STI  คืออะไร? โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted infections; STI)  คือ การติดเชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยผ่านการจูบ, การสัมผัสหรือถูอวัยวะเพศ, การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (การใช้ปากกับอวัยวะเพศ), การร่วมเพศ (องคชาตในช่องคลอด องคชาตในทวารหนัก), การใช้เซ็กซ์ทอย รวมถึง การติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์ ระหว่างคลอด และหลังคลอด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด ใครเสี่ยงที่จะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ? เมื่อไหร่ที่ควรมาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์? จะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อสงสัยว่าอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ? เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือเพิ่งมีความเสี่ยงในการติดโรค ควรรีบปรึกษาแพทย์ และงดการมีเพศสัมพันธ์ชั่วคราวเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังบุคคลอื่นจนกว่าจะทราบผลการตรวจ ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคควรงดการมีเพศสัมพันธ์ จนกว่าจะได้รับการรักษาจนหาย และแนะนำให้คู่นอนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เข้ารับการตรวจรักษาด้วย  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รักษาหาย และไม่หาย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รักษาหาย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รักษาไม่หายขาด วิธีการป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำอย่างไรได้บ้าง อ่านบทความอื่นๆ อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ : Post Views: 1,529

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted diseases)

    โรคที่ติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งโดยผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แล้วทำให้เกิดโรค ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ทำให้เกิดภาวะการมีบุตรยาก ทุพลภาพและอาจตายได้ ซึ่งมผลกระทบต่อภาวะสุขภาพกาย และจิตใจและสุขภาพที่รุนแรงต่อทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กได้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted diseases: STD) คือกลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศกับคนที่เป็นโรค หรือคนที่ติดเชื้อ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผ่านการถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มร่วมกันได้เหมือนกัน สาเหตุของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการแบบใดสงสัยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์   อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินหรือฉีดยาปฏิชีวนะให้ครบตามแพทย์สั่ง และให้ความสำคัญกับการพาคู่นอนมารับการตรวจรักษา ส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิดจะอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต เช่น เริม การรักษาจะช่วยควบคุมอาการโรคได้ แต่การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เอชพีวี ร่างกายอาจกำจัดเชื้อได้เอง หากกำจัดไม่ได้เชื้ออาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งในอนาคต  การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์   การปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใครควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจจากอะไร? การตรวจสามารถทำได้หลายวิธี แพทย์จะเลือกการตรวจที่เหมาะสมที่สุดจากการซักประวัติ ซึ่งวิธีตรวจหลักๆ จะมีดังนี้ อ่านบทความอื่นๆ…

  • โรค เริม ขึ้นซ้ำบ่อย เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีลดความถี่

    โรค เริม (Herpes Simplex Virus: HSV) เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมากจนหลายคนอาจไม่ทันคิดว่าอาการแผลเล็กๆ ที่ริมฝีปาก หรือ อวัยวะเพศ จะเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิต ความจริงแล้ว โรคเริม เป็นโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งคือ การกลับมาเป็นซ้ำ แม้จะรักษาจนอาการหายดีแล้วก็ตาม ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากประสบปัญหา “เริมขึ้นซ้ำบ่อย” จนเกิดความไม่มั่นใจ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม สุขภาพกาย ไปจนถึงสุขภาพจิตใจ คำถามสำคัญ คือ ทำไมเริมถึงกลับมาเป็นซ้ำ? อะไรเป็นตัวกระตุ้น? และเราสามารถลดความถี่ของการกำเริบได้จริงหรือไม่? บทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องของโรคเริม ตั้งแต่สาเหตุ กระบวนการเกิดโรค การกำเริบซ้ำ ปัจจัยกระตุ้นที่หลายคนมองข้าม ไปจนถึงวิธีลดความถี่ เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายของตนเองมากขึ้น และจัดการโรคเริมด้วยวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด เริม คืออะไร และเกิดจากอะไร ? โรคเริม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งมีอยู่สองชนิดคือ HSV-1 และ HSV-2 เดิมทีเคยเชื่อกันว่า HSV-1 มักทำให้เกิดแผลที่ริมฝีปาก ส่วน HSV-2…

  • |

    วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างไรให้ปลอดภัย

    เมื่อคนในบ้านติดเชื้อเอชไอวี เราจะมีวิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นให้ปลอดภัยได้อย่าง โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันนั้น ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนอกจากคอยให้กำลังใจแล้ว ยังต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ และสร้างสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อ เอชไอวี ยังคงมีมาก และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในทุกๆ วัน แต่ยังคงไม่มีตัวยา ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการแย่ลง และสามารถใช้ชีวิต ได้อย่างปกติทั่วไป  ปัจจุบันสังคมไทยมีความเข้าใจในด้านเอชไอวีมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีความกล้าๆ กลัวๆ อยู่ คือ ยังมีมุมมองที่ติดลบ ไม่กล้าเปิดใจ ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้มากขึ้น เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีว่าเป็นเชื้อที่ไม่ได้ติดกันง่ายๆ เอชไอวี เป็นไวรัสที่อยู่ตามสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็น เลือด น้านม อสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำในทวาร หรือน้ำลาย เป็นต้น โดยสามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง คือ  ทางการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน จากแม่สู่ลูก จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เพราะเป็นการส่งต่อเชื้อทางเลือด อะไรก็ตาม ที่สัมผัสกับเลือดก็มีโอกาสเสี่ยง ถ้าหากผิวหนังของเรา สัมผัสกับเลือดผู้ติดเชื้อ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย เพราะผิวหนังของเรา สามารถกันเชื้อไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าเกิดคุณมีแผลตามผิวหนัง ก็มีโอกาสเสี่ยง…

  • |

    ความแตกต่างระหว่าง HIV-1 กับ HIV-2

    เชื้อไวรัสเอชไอวี  จัดเป็นไวรัสชนิด RNA ใน subfamily Lentivirinae มีเอนไซม์ที่เป็นลักษณะสำคัญ คือ เอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริพเตส (Reverse transcriptase, RT)  สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเอชไอวี สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเอชไอวี เป็นเชื้อที่สามารถกลายพันธุ์(Mutatuion)ได้รวดเร็ว ในร่างกายของผู้ติดเชื้อคนๆหนึ่งจะพบเชื้อไวรัสเอชไอวีสายพันธุ์ต่างๆ ได้หลายชนิด จึงต้องมีการจัดจำแนกชนิดของเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยใช้ข้อมูลรหัสพันธุกรรมที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นเกณฑ์ในการคัดกรอง โดยสามารถแบ่งออกเป็น types, groups และ subtypes เชื้อไวรัสเอชไอวีมี 2 ชนิด ได้แก่ HIV type 1 (HIV-1) และ HIV type 2 (HIV-2) ความแตกต่างระหว่าง HIV-1 กับ HIV-2 การแพร่เชื้อ HIV-2 ส่งต่อได้ยากกว่า HIV-1 เพราะรูปแบบการแพร่เชื้อ HIV-2 ที่พบบ่อยที่สุดคือ  การวินิจฉัย ความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่าง HIV-1 และ HIV-2 หมายความว่า หากบุคคลทำการทดสอบ…

  • รักษาซิฟิลิส ไม่ต่อเนื่อง เสี่ยงอันตราย

    ว่าด้วยเรื่องของการ รักษาซิฟิลิส เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรง และสามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย โดยมีอาการที่ไม่ค่อยแสดงออกมา แต่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นการ รักษาซิฟิลิส จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดได้อย่างแน่นอน ความสำคัญของการ รักษาซิฟิลิส โรคซิฟิลิส คือ สภาวะที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อภายในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดอาการอักเสบและความเสียหายต่อร่างกายได้ เชื้อซิฟิลิส เป็นโรคที่รุนแรงและเป็นอันตรายถ้าไม่ได้รับการรักษาซิฟิลิส ให้เหมาะสม การวินิจฉัยโรคซิฟิลิส จะใช้การตรวจเลือด และการตรวจเนื้อเยื่อ เพื่อหาสารที่เป็นตัวบ่งชี้ว่า การโจมตีเนื้อเยื่อจากระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่ การรักษาโรคซิฟิลิส จะใช้ยาเข้าควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน หรือการผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อเยื่อที่ถูกโจมตีออกจากร่างกาย อีกทั้งยังมีการรักษาโดยใช้เซลล์เอกซ์ไทร์ภูมิคุ้มกัน หรือการฉีดวัคซีนเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันด้วย สาเหตุของการเกิดโรคซิฟิลิส สาเหตุของโรคซิฟิลิสไม่เป็นที่รู้จักอย่างแน่ชัด แต่มีการวิจัยพบว่าโรคซิฟิลิสเกิดจากการผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อภายในร่างกาย ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการผิดปกตินี้ไม่เป็นที่รู้จักอย่างแน่ชัด แต่คาดว่าอาจมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียด การติดเชื้อ หรือการนำเข้าสารเคมีต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ การวิจัยยังคงต้องทำต่อไปเพื่อให้เข้าใจสาเหตุและวิธีการป้องกันโรคซิฟิลิสให้ดียิ่งขึ้นได้ในอนาคต อาการของซิฟิลิส อาการของโรคซิฟิลิส จะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการเหมือนกัน อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ ในบางกรณีอาจพบอาการแสดงอื่นๆ เช่น ผื่นขึ้นที่ผิวหนังหรืออาการเจ็บคอ การรักษาโรคซิฟิลิสจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียและความรุนแรงของอาการ โดยทั่วไปแล้วการรักษาจะใช้ยาปฏิชีวนะเป็นหลัก…