Undetectable
| | | | |

Undetectable แล้วไม่ป้องกันได้ไหม ปลอดภัยจริงไหม?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด หรือ “U=U” ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการแพทย์และสาธารณสุข โดยคำว่า “Undetectable” หมายถึงการที่ปริมาณไวรัส HIV ในเลือดของผู้ติดเชื้อลดต่ำจนไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ติดเชื้อได้รับการบำบัดด้วยยาต้านไวรัส (ART) อย่างสม่ำเสมอ แนวคิด U=U เป็นที่ยอมรับทางวิทยาศาสตร์ว่า ผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบ ไม่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ อย่างไรก็ตาม คำถามที่หลายคนยังคงสงสัยคือ ถ้าไวรัสตรวจไม่พบแล้ว สามารถมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยได้ไหม และมันปลอดภัยจริงหรือ?

แนวคิด U=U คืออะไร?

“Quicky"

“Undetectable = Untransmittable” หรือ “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” เป็นแนวคิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ โดยหมายความว่า หากผู้ติดเชื้อ HIV สามารถลดปริมาณไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบ จะไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ HIV ให้กับคู่นอน งานวิจัยหลายชิ้น เช่น การศึกษาขนาดใหญ่จากโครงการ PARTNER และ HPTN 052 ได้แสดงให้เห็นว่า คู่รักที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ไม่ตรงกัน (หนึ่งคนมีเชื้อ อีกคนไม่มีเชื้อ) เมื่อผู้ที่ติดเชื้อสามารถควบคุมระดับไวรัสในเลือดให้ต่ำจนตรวจไม่พบได้ ไม่มีการแพร่เชื้อ HIV เกิดขึ้นเลย แม้ว่าจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การศึกษาจากโครงการ PARTNER ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในการตรวจสอบเรื่อง U=U ได้ติดตามคู่รักหลายพันคู่ทั่วโลกที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ต่างกัน และพบว่าในกรณีที่ผู้ติดเชื้อ HIV มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบ ไม่มีการแพร่เชื้อ HIV เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย การศึกษานี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่า U=U เป็นความจริงที่สามารถเชื่อถือได้

การใช้ถุงยางอนามัยกับ Undetectable ปลอดภัยจริงหรือ?

แม้ว่า U=U จะยืนยันได้ว่าผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบจะไม่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้ แต่คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ การตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยจะปลอดภัยจริงหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) อื่นๆ และความเสี่ยงจากการขาดความสม่ำเสมอในการรับยา

“Quicky"

Undetectable นั้นวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว

Undetectable

จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน แนวคิด U=U ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เมื่อผู้ติดเชื้อ HIV มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบในเลือดนานกว่า 3-6 เดือน (Undetectable) และมีการติดตามการรับยาต้านไวรัส (ART) อย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อจะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ (Untransmittable) แม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม การวิจัยหลัก เช่น:

  • โครงการ PARTNER: โครงการนี้ติดตามคู่รักที่มีสถานะการติดเชื้อ HIV ไม่ตรงกันกว่า 1,000 คู่ พบว่าไม่มีกรณีใดเลยที่เกิดการแพร่เชื้อ HIV จากผู้ที่มีไวรัสในระดับตรวจไม่พบไปยังคู่นอนของพวกเขา แม้ว่าจะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม
  • โครงการ HPTN 052: เป็นอีกหนึ่งการศึกษาใหญ่ที่ยืนยันเช่นเดียวกันว่า หากผู้ติดเชื้อสามารถลดปริมาณไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบ การแพร่เชื้อ HIV จะไม่เกิดขึ้นแม้จะไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย

ทำไมยังต้องใช้ถุงยางอนามัย?

Undetectable

แม้ U=U จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบจะไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ได้ แต่การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญด้วยเหตุผลดังนี้:

“ChatLove2test"
  1. ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ: ถึงแม้ U=U จะป้องกันการแพร่เชื้อ HIV ได้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ เช่น หนองใน, ซิฟิลิส, ไวรัสตับอักเสบ หรือเริม ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการแพร่เชื้อโรคเหล่านี้
  2. ความสม่ำเสมอในการรับยา: การรักษาระดับปริมาณไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบต้องอาศัยการรับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ หากมีการหยุดรับยา ลืมกินยา หรือขาดการรักษา ปริมาณไวรัสอาจกลับมาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อ HIV ได้อีก การใช้ถุงยางอนามัยยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยในการป้องกันเหตุการณ์นี้
  3. ป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว: การตรวจปริมาณไวรัส HIV เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ แม้ปริมาณไวรัสจะต่ำจนตรวจไม่พบ แต่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยในช่วงที่ไม่ได้ตรวจปริมาณไวรัสหรือในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการรับยา อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้

U=U ใช้ได้กับทุกคนหรือไม่?

Undetectable เป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับผู้ติดเชื้อ HIV ที่สามารถลดปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อ HIV จะสามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายได้ถึงระดับนี้ทันที กระบวนการลดไวรัสให้ต่ำจนตรวจไม่พบต้องอาศัยการรักษาที่สม่ำเสมอ บางคนอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะถึงระดับนี้ และมีบางกรณีที่ร่างกายของผู้ติดเชื้อไม่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ทำให้ไม่สามารถลดปริมาณไวรัสได้ถึงระดับที่ตรวจไม่พบ

ข้อควรพิจารณาสำหรับการไม่ใช้ถุงยางอนามัย

การตัดสินใจที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยในบริบทของ U=U ควรพิจารณาหลายแง่มุม:

“PrEPLove2test"
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ: การไม่มี HIV ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ การใช้ถุงยางอนามัยยังคงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคอื่นๆ ที่สามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์
  • การสื่อสารระหว่างคู่รัก: ความเข้าใจร่วมกันในสถานะสุขภาพของทั้งสองฝ่ายมีความสำคัญ ทั้งในเรื่องการตรวจปริมาณไวรัส HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
  • ความมั่นใจในสถานะสุขภาพ: คู่รักควรตรวจสอบสุขภาพเป็นประจำ และปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยในความสัมพันธ์

ผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีปริมาณไวรัสที่ตรวจไม่พบไม่สามารถแพร่เชื้อ HIV ได้ แม้จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะไม่ใช้ถุงยางอนามัยควรพิจารณาถึงความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และความสม่ำเสมอในการรับยาต้านไวรัส

แม้ U=U จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความกังวลในการแพร่เชื้อ HIV แต่การใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและครอบคลุมที่สุดในการป้องกันทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และ HIV โดยการสื่อสารและการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้คู่รักสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

Similar Posts

  • Love2Test แพลตฟอร์มสุขภาพทางเพศที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

    ปัจจุบัน สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) และเอชไอวี (HIV) ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนทั่วโลก แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยให้มีวิธีป้องกันและรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การเข้าถึงบริการเหล่านี้ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับหลายคน Love2Test จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจหาเอชไอวีและดูแลสุขภาพทางเพศได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นส่วนตัว บทบาทสำคัญของLove2Test ในการลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีในประเทศไทย ความสำคัญของการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ การตรวจหาเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การตรวจพบเชื้อในระยะแรกช่วยให้สามารถเริ่มต้นการรักษาได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อและช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพที่ดี ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การใช้ ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) เป็นตัวเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงหลังจากได้รับเชื้อ การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยป้องกันโรค แต่ยังเป็นการดูแลตัวเองและคนที่คุณรักให้ปลอดภัยอีกด้วย บริการที่ครอบคลุมจากLove2Test Love2Testมอบบริการด้านสุขภาพทางเพศแบบครบวงจร ได้แก่ Love2Testทำให้การดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องง่ายและไร้กังวล ใครบ้างที่ควรใช้ Love2Test แพลตฟอร์มนี้ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการตรวจเอชไอวีและข้อมูลด้านสุขภาพทางเพศได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นส่วนตัว โดยเหมาะสำหรับ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มใด Love2Testพร้อมเป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพทางเพศของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ ช่องทางการเข้าถึงLove2Test คุณสามารถเข้าถึงบริการของLove2Test ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ อ่านบทความอื่น…

  • |

    ความแตกต่างระหว่าง HIV-1 กับ HIV-2

    เชื้อไวรัสเอชไอวี  จัดเป็นไวรัสชนิด RNA ใน subfamily Lentivirinae มีเอนไซม์ที่เป็นลักษณะสำคัญ คือ เอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริพเตส (Reverse transcriptase, RT)  สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเอชไอวี การวินิจฉัย ความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่าง HIV-1 และ HIV-2 หมายความว่า หากบุคคลทำการทดสอบ HIV-1 อาจตรวจไม่พบ HIV-2 สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV-2 มากขึ้น ผู้ให้บริการด้านการแพทย์อาจตรวจหาแอนติบอดีหรือแอนติเจนของ HIV-2 การรักษา ในการรักษาเอชไอวีผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพมักจะสั่งยาหลายชนิดที่เรียกว่าการรักษาด้วยยาต้านไวรัส การรับประทานยาเหล่านี้ทุกวันตามคำสั่งแพทย์ สามารถช่วยชะลอการลุกลามของเอชไอวีป้องกันการแพร่เชื้อและช่วยปกป้องระบบภูมิคุ้มกัน การบริการด้านการดูแลสุขภาพอาจกำหนดชุดยาที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังติดตามความคืบหน้าของผู้ติดเชื้อในลักษณะเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการตรวจปริมาณไวรั สและจำนวนเซลล์ CD4  ปริมาณไวรัส ผู้ที่ติดเชื้อ HIV-2 มักจะมีปริมาณไวรัสน้อยลง หรือมีไวรัสอยู่ในเลือดมากกว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV-1 เมื่อรวมกับจำนวนเซลล์ CD4 ซึ่งเป็นวิธีการระบุว่าระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงเพียงใดปริมาณไวรัส จะเป็นตัวบ่งบอกให้แพทย์ที่ทำการรักษาของผู้ติดเชื้อ ว่ายาต้านไวรัสเอชไอวีนั้นได้ผลดีเพียงใดต่อการรักษาผู้ติดเชื้อ อ่านบทความอื่นๆ อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ : Post Views: 2,845

  • อะไรคือ เพร็พกับเป๊ป

    เพร็พกับเป๊ป นั้นมีความแตกต่างกันในแง่ของสถานการณ์การใช้งาน ยาเพร็พ (PrEP) หรือภาษาอังกฤษที่ว่า Pre-Exposure Prophylaxis คือ ยาที่ใช้รับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนที่จะมีความเสี่ยง เรียกง่ายๆ ว่าเป็นยาที่ทานก่อนมีเซ็กส์นั่นเอง ส่วนยาเป๊ป (PEP) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Post-Exposure Prophylaxis คือ ยาที่ใช้รับประทาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังมีความเสี่ยง หรือทานในกรณีฉุกเฉินไม่เกินระยะเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งตัวยาทั้งสองนี้ช่วยให้คนที่มีความเสี่ยงสูง ในการติดเชื้อเอชไอวี ได้รับการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย เพร็พกับเป๊ป คืออะไร? ยาเพร็พนี้ จะสามารถใช้ได้กับคนที่ยังไม่มีเชื้อเอชไอวีเท่านั้น และควรสวมถุงยางอนามัยควบคู่ไปกับการทานยานี้อย่างเคร่งครัด สิ่งที่ควรรู้ไว้ทั้ง เพร็พกับเป๊ป ไม่อาจป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ในผู้หญิง โรคติดเชื้อแบคทีเรีย และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ การสวมถุงยางอนามัยจึงมีความจำเป็นอย่างมาก จำไว้ว่ายาเพร็พจะมีประสิทธิภาพดี เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ สำหรับผู้ชายควรทานยาก่อนมีความเสี่ยงล่วงหน้า 7 วัน และผู้หญิงควรทานยาก่อนมีความเสี่ยงล่วงหน้า 20 วัน เพื่อให้ตัวยาได้คงอยู่ในกระแสเลือด และทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ยาเป๊ป PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือ การใช้ยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หลัง มีความเสี่ยง…

  • โรค เริม ขึ้นซ้ำบ่อย เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีลดความถี่

    โรค เริม (Herpes Simplex Virus: HSV) เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมากจนหลายคนอาจไม่ทันคิดว่าอาการแผลเล็กๆ ที่ริมฝีปาก หรือ อวัยวะเพศ จะเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิต ความจริงแล้ว โรคเริม เป็นโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งคือ การกลับมาเป็นซ้ำ แม้จะรักษาจนอาการหายดีแล้วก็ตาม ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากประสบปัญหา “เริมขึ้นซ้ำบ่อย” จนเกิดความไม่มั่นใจ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม สุขภาพกาย ไปจนถึงสุขภาพจิตใจ คำถามสำคัญ คือ ทำไมเริมถึงกลับมาเป็นซ้ำ? อะไรเป็นตัวกระตุ้น? และเราสามารถลดความถี่ของการกำเริบได้จริงหรือไม่? บทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องของโรคเริม ตั้งแต่สาเหตุ กระบวนการเกิดโรค การกำเริบซ้ำ ปัจจัยกระตุ้นที่หลายคนมองข้าม ไปจนถึงวิธีลดความถี่ เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายของตนเองมากขึ้น และจัดการโรคเริมด้วยวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด เริม คืออะไร และเกิดจากอะไร ? การสัมผัสแสงแดดจัด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เริมริมฝีปากเกิดซ้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางหรือใช้ชีวิตกลางแจ้งบ่อย แสง UV สามารถทำให้ผิวหนังอ่อนแอและกระตุ้นเชื้อไวรัสได้เช่นกัน ส่วนในกรณีของ เริมที่อวัยวะเพศ การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงหรือเสียดสีมากเกินไปอาจทำให้ผิวเป็นรอยและกระตุ้นการกำเริบของโรคได้ ในผู้หญิง ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือนหรือความเครียดทางฮอร์โมนอื่นๆ อาจทำให้เริมกำเริบซ้ำเป็นประจำเดือนต่อเดือน นอกจากนี้ การบาดเจ็บที่บริเวณที่เคยเป็นแผลเริม รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ผิวที่ระคายเคืองก็เป็นตัวกระตุ้นได้เช่นกัน…

  • หูดหงอนไก่ (Genital warts)

    หูดหงอนไก่ (Genital warts) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นตุ่มๆ มีผิวขรุขระคล้ายหงอนไก่ ขึ้นที่บริเวณอวัยะเพศ สามารถพบได้ทั้งในชายและหญิง สาเหตุหลักพบว่า 90% มาจากการติดเชื้อไวรัส (Human Papilloma Virus : HPV) หูดหงอนไก่สาเหตุมาจากอะไร ? สาเหตุของหูดหงอนไก่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีเชื้อชนิดนี้กว่า 200 สายพันธุ์ย่อย บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดที่ผิวหนัง บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ บางสายพันธุ์ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์และทางเดินอุจจาระ สำหรับเชื้อที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่นั้น พบว่าประมาณ 90% เกิดจากสายพันธุ์ย่อย 6 และ 11 อาการหูหงอนไก่

  • เริมที่อวัยวะเพศ รักษาอย่างไร

    เริมที่อวัยวะเพศ เป็นหนึ่งในโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากคุณมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ ซึ่งพบได้ทุกเพศทุกวัย ยิ่งเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่มีโอกาสจะมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้าได้ และทำให้ติดโรคเริมที่อวัยวะเพศมา ความน่ากลัวของเชื้อเริมนี้ คือ เมื่อคุณติดแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกเรื่อยๆ ไม่สามารถหายขาดได้อย่างสนิทใจสักที หากคุณไม่ทำการรักษาก็จริงลุกลามเป็นแผล ส่งผลให้รู้สึกขาดความมั่นใจได้ครับ เริมที่อวัยวะเพศ มีสาเหตุจากอะไร โรคเริมอวัยวะเพศ ส่งผลร้ายอย่างไร ถึงแม้โรคเริม จะไม่ได้ทำให้เกิดโรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่หากมีแผลเริมที่อวัยวะเพศจะเป็นช่องทางที่ทำให้เชื้อโรคอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสเอชไอวี เชื้อซิฟิลิส เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสตับอักเสบซี หนองในแท้ หนองในเทียม ฯลฯ ยิ่งหากเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ก่อนแล้ว ก็ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง อ่อนแอง่าย และเร่งให้เชื้อเริมกำเริบขึ้นมาบ่อยๆ ทั้งที่ทำการรักษาเรียบร้อยแล้วก็ตาม การรักษา เริมที่อวัยวะเพศ วิธีรักษาเริมที่อวัยวะเพศจะเน้นรักษาตามอาการ โดยจะใช้ทั้งยาชนิดรับประทานและยาทาไปพร้อมกัน โดยจะเป็นยาในกลุ่มต้านไวรัสชนิดที่ก่อให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศ เพราะไม่สามารถใช้ยารักษาไวรัสเริมที่เกิดบริเวณปากได้ เนื่องจากคนละชนิดสายพันธุ์กัน และเพื่อให้ผลการรักษาดีที่สุด ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาภายใน 5 วันแรก นับตั้งแต่เริ่มแสดงอาการครั้งแรก จะช่วยลดปริมาณเชื้อไวรัสไม่ให้ลุกลามไปยังเส้นประสาทส่วนอื่นของร่างกายได้ นอกจากนี้ หากผู้ป่วยมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณแผล ก็สามารถทานยาแก้ปวด บรรเทาอาการปวดได้ หรือจะใช้วิธีประคบเย็นที่แผลเป็นเวลา 30-60 นาที ร่วมด้วย ทั้งนี้…