รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ กามโรค อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ “กามโรค” อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

ในยุคที่ความสัมพันธ์ทางเพศเปิดกว้างและการพบปะผู้คนใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายผ่านแอปหรือสังคมออนไลน์ “กามโรค” กลายเป็นประเด็นสุขภาพที่คนรุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญมากกว่าที่คิด หลายคนอาจมองว่ากามโรคเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าเป็นโรคของคนเจ้าชู้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กามโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง คู่รัก หรือแม้แต่คนที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก การเข้าใจเรื่องกามโรคอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในสังคม และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติและสำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายทั่วไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ “ทุกเรื่องเกี่ยวกับกามโรค” ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน ไปจนถึงแนวทางการรักษาแบบมืออาชีพ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าความรู้เรื่องนี้จะช่วยปกป้องคุณและคนรอบตัวจากโรคที่อาจส่งผลต่อชีวิตในระยะยาว

ความหมายของ “กามโรค” คืออะไร ?

“Quicky"

“กามโรค” หรือที่ปัจจุบันนิยมใช้คำว่า “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” (Sexually Transmitted Diseases – STDs) หมายถึง กลุ่มโรคที่ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการสอดใส่ การสัมผัสของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด หรือเลือด รวมถึงการสัมผัสทางปากและทวารหนัก กามโรคไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่บางชนิดยังสามารถติดต่อได้จากการใช้ของร่วมกัน หรือแม้แต่การสัมผัสแผลเปิดของผู้ติดเชื้อโดยตรง ปัจจุบันมีโรคในกลุ่มนี้มากมาย ซึ่งบางโรครักษาให้หายได้ แต่บางโรคต้องควบคุมไปตลอดชีวิต

การเปลี่ยนคำเรียกจาก “กามโรค” เป็น “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” มีเหตุผลสำคัญคือการลดการตีตรา (stigma) เพราะคำว่า “กาม” มักถูกมองในเชิงลบ การใช้คำว่า “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” ทำให้สังคมมองเรื่องนี้ในมุมของสุขภาพมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรมหรือความน่าอาย

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกามโรค

สาเหตุของกามโรคมาจากเชื้อโรคหลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะหากไม่มีการป้องกันหรือขาดความรู้เรื่องสุขอนามัยทางเพศ หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยคือ “การมีคู่นอนหลายคน” ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสัมผัสเชื้อโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดก่อนมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการละเลยการตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น สำหรับวัยรุ่นและวัยทำงาน การขาดการให้ความรู้เรื่องเพศอย่างเหมาะสมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนไม่รู้วิธีป้องกันหรือเข้าใจผิดว่ากามโรคจะเกิดขึ้นเฉพาะในคนบางกลุ่มเท่านั้น ทั้งที่ในความจริง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ล้วนมีความเสี่ยงเท่า ๆ กัน

“Quicky"

กามโรค ที่พบบ่อยในประเทศไทย

ประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วยกามโรคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีคู่นอนหลายคนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ปัจจุบันกามโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีดังนี้

1. หนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์โดยตรง อาการที่พบบ่อยคือปัสสาวะแสบขัด มีหนองออกจากอวัยวะเพศ หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจลุกลามจนทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก หรือการอักเสบของอุ้งเชิงกรานในผู้หญิงได้

“ChatLove2test"

2. หนองในเทียม (Chlamydia) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis มีอาการคล้ายหนองในแท้ เช่น ปัสสาวะขัด หรือมีตกขาวผิดปกติ แต่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดพังผืดในท่อนำไข่ ส่งผลให้มีบุตรยากหรือเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

3. ซิฟิลิส (Syphilis) เกิดจากเชื้อ Treponema pallidum ระยะแรกจะมีแผลที่อวัยวะเพศ จากนั้นจะมีผื่นขึ้นทั่วตัวโดยไม่คัน หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะลุกลามไปสู่ระบบประสาท หัวใจ และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

“PrEPLove2test"

4. หูดหงอนไก่ (Genital Warts) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เกิดตุ่มหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก บางสายพันธุ์ของไวรัสนี้อาจก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งคอในระยะยาว การฉีดวัคซีน HPV สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

5. เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) เกิดจากไวรัส Herpes simplex virus (HSV) มีอาการเป็นตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ ที่แตกเป็นแผลเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ หรือ รอบปาก โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมการกลับมาเป็นซ้ำได้ด้วยยาเฉพาะทาง

6. ตับอักเสบชนิดบีและซี (Hepatitis B & C) เป็นไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อ ทำให้เกิดการอักเสบของตับแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือตับวายได้

7. เอชไอวี (HIV) เกิดจากไวรัส Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ร่างกายจะอ่อนแอและติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เชื้ออาจพัฒนาไปสู่ระยะ “เอดส์ (AIDS)” ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมลงอย่างรุนแรง

โรคเหล่านี้บางชนิดมีอาการคล้ายกัน และบางชนิดไม่มีอาการเลย ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ากำลังแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่นอยู่

อาการของกามโรคที่ควรระวัง

อาการของกามโรคแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ แต่โดยทั่วไปมักเริ่มจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม เช่น มีตกขาวผิดปกติ กลิ่นแรง แสบคันในช่องคลอด หรือมีเลือดออกระหว่างรอบเดือนในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายอาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองหรือของเหลวไหลจากอวัยวะเพศ บางรายมีผื่นหรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก บางโรค เช่น ซิฟิลิส หรือหนองในเทียม อาจไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้การตรวจสุขภาพทางเพศจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว ก็ยิ่งรักษาได้ง่ายและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในอนาคต

การวินิจฉัยและการตรวจหากามโรค

การวินิจฉัยและการตรวจหากามโรค

การตรวจหากามโรค ทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและอาการของผู้ป่วย โดยแพทย์อาจตรวจร่างกายร่วมกับการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง ปัสสาวะ หรือเลือดไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ บางคลินิกมีบริการตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) ที่สามารถรู้ผลได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจเช็กสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ การตรวจอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง ถือเป็นแนวทางที่ควรทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง การวินิจฉัยโดยแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาการของแต่ละโรคอาจคล้ายกัน หากซื้อยากินเองโดยไม่ตรวจให้แน่ชัด อาจทำให้เชื้อดื้อยา หรือโรคลุกลามจนรักษายากกว่าเดิม

แนวทางการรักษา กามโรค ในปัจจุบัน

การรักษากามโรคในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งด้านเทคโนโลยีการวินิจฉัยและยาที่ใช้รักษา ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายขาดหรือควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ วิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและระยะของโรคที่ตรวจพบ

1. กามโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม และซิฟิลิส สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่ายตามชนิดของเชื้อ และความรุนแรงของอาการ ตัวอย่างเช่น โรคหนองในแท้มักใช้ยาฉีดเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) ส่วนหนองในเทียมอาจใช้ยากลุ่มอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายขาด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อซ้ำหรือดื้อยา นอกจากนี้ คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกันเสมอ

2. กามโรคที่เกิดจากไวรัส โรคที่เกิดจากไวรัส เช่น เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes), หูดหงอนไก่ (Genital Warts), และไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี (Hepatitis B & C) บางชนิดยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยาเฉพาะทาง ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของอาการ ลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น สำหรับหูดหงอนไก่ แพทย์อาจใช้วิธีจี้ไฟฟ้า เลเซอร์ หรือยาทาเฉพาะจุดร่วมด้วย เพื่อกำจัดตุ่มหูดที่เกิดขึ้น ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ควรได้รับการตรวจติดตามค่าการทำงานของตับเป็นระยะและรับวัคซีนป้องกันเพิ่มเติมตามความจำเป็น

3. เอชไอวี (HIV) เชื้อเอชไอวีถือเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะเชื้อนี้จะโจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผู้ติดเชื้อง่ายต่อการเกิดโรคฉวยโอกาส อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ ปัจจุบัน “เอชไอวีไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้อีกต่อไป” ด้วยการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy หรือ ART) อย่างต่อเนื่องทุกวัน ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอายุยืนยาวเทียบเท่าคนทั่วไป

เป้าหมายของการรักษาคือ “กดปริมาณเชื้อในเลือดให้น้อยจนตรวจไม่พบ” หรือที่เรียกว่า Undetectable ซึ่งเมื่อถึงระดับนี้ ผู้ติดเชื้อจะไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้เลย (แนวคิด U=U: Undetectable = Untransmittable)

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถใช้ “ยา PrEP” (Pre-Exposure Prophylaxis) เพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนสัมผัสเชื้อ หรือ “ยา PEP” (Post-Exposure Prophylaxis) ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการป้องกันกามโรค

แนวทางการป้องกันกามโรค

วิธีป้องกันกามโรค ที่ดีที่สุดคือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ปาก หรือทวารหนัก ถุงยางสามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การจำกัดคู่นอนให้น้อยลง และการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ จะช่วยให้สามารถตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อีกทางหนึ่งคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเพศศึกษาและสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพราะความรู้ที่ถูกต้องคือเกราะป้องกันสำคัญที่สุดสำหรับการลดการแพร่เชื้อในระยะยาว

กามโรคกับผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ

กามโรคไม่ได้ส่งผลเพียงด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อจิตใจและความสัมพันธ์ของผู้ป่วยอีกด้วย ผู้ที่ติดเชื้อบางคนอาจรู้สึกอับอาย กลัวถูกตัดสิน หรือสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งทำให้บางคนหลีกเลี่ยงการไปพบแพทย์และปล่อยให้โรคลุกลาม ในแง่ทางร่างกาย กามโรคหลายชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก การคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะแทรกซ้อนทางอวัยวะเพศ ในบางกรณีอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังที่ต้องรักษาตลอดชีวิต การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์

ทำไมการพูดเรื่องกามโรคจึงยังเป็นเรื่องอายสำหรับคนไทย

แม้สังคมจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่หลายคนยังรู้สึกว่า “กามโรค” เป็นเรื่องน่าอาย ไม่กล้าพูด ไม่กล้าไปตรวจ ทั้งที่จริงแล้วโรคเหล่านี้เหมือนโรคทั่วไป เช่น ไข้หวัดหรือเบาหวาน เพียงแต่เกิดขึ้นในบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น การสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัวและโรงเรียนยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว ทำให้เยาวชนขาดความเข้าใจพื้นฐาน เมื่อเจอสถานการณ์จริงจึงไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง การเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องเพศอย่างปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพทางเพศได้โดยไม่รู้สึกอาย

เมื่อสงสัยว่าติด กามโรค ควรทำอย่างไร

หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่ามีความเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ที่ให้บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเร็วที่สุด เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำที่ถูกต้อง อย่าซื้อยากินเองหรือปล่อยให้เวลาผ่านไป เพราะอาการบางอย่างอาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง ควรงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรอผลตรวจ และแจ้งคู่นอนให้เข้ามาตรวจพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ การรับรู้เร็วและรักษาเร็วคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้หายขาดและลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

การตรวจสุขภาพทางเพศควรเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

การตรวจสุขภาพทางเพศควรเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

การตรวจสุขภาพทางเพศไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกับการตรวจเลือดหรือฟัน การตรวจสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมั่นใจในสุขภาพของตนเองและคู่รัก อีกทั้งยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ปัจจุบันมีคลินิกและโรงพยาบาลที่ให้บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบเป็นมิตร เข้าใจทุกเพศ ทุกวัย และรักษาความลับอย่างเข้มงวด ทำให้การเข้ารับบริการไม่ต้องกลัวการถูกตีตราหรืออับอายอีกต่อไป

อ่านบทความที่น่าสนใจ

“กามโรค” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นปัญหาสุขภาพที่ทุกคนควรใส่ใจ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพียงครั้งเดียวก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ การรู้เท่าทัน อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันคือหนทางสำคัญที่จะช่วยลดการแพร่เชื้อและป้องกันโรคร้ายในอนาคต อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยตรวจ เพราะบางโรคไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ เลย การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอคือการดูแลตนเองที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะ “รู้เร็ว รักษาได้ ป้องกันได้”

แหล่งที่มา

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย). (2567). รายงานสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
  • World Health Organization (WHO). (2024). Sexually Transmitted Infections (STIs) Fact Sheet. เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). STI Treatment Guidelines and Prevention Strategies. เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/std
  • UNAIDS. (2025). Global AIDS Update 2025: Progress and Challenges in STI and HIV Control. เข้าถึงได้จาก: https://www.unaids.org

Similar Posts

  • โรคเอดส์ (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome)

    คนส่วนใหญ่มักจะเข้าผิดว่าผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอด์ เป็นโรคเดียวกัน จริงๆ แล้วผู้ที่ได้รับเชื้อเชื้อเอชไอวี ระยะแรกจะยังไม่เป็นโรคเอดส์จนผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จนผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ จึงจะเรียกว่า ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคเอดส์คืออะไร? สาเหตุของโรคเอดส์ มาจากการได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี ผ่านทางการรับของเหลว เช่น เลือด น้ำนมแม่ น้ำอสุจิ ของเหลวในช่องคลอด โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะได้รับผ่านจากการมีเพศสัมพันธ์ และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับบุคคลอื่น ทั้งนี้การที่ไวรัสส่งผ่านทางของเหลวทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี สามารถส่งผ่านเชื้อไวรัสจากแม่ไปยังลูกในครรภ์ หรือผ่านทางน้ำนม ได้เช่นกัน  อาการของโรคเอดส์ อาการโรคเอดส์ระยะเริ่มแรก หรือเรียกระยะเฉียบพลัน ในระยะแรกนี้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี จะมีอาการไข้ เจ็บคอ ผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นอาการตอบสนองของร่างกายจากการได้รับเชื้อ อาการท้องเสียของคนเป็นเอดส์ จะมีอาการถ่ายเหลว มีน้ำเยอะมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรืออาจมีมูกเลือดปนออกมาด้วยในบางครั้ง อาการท้องเสียมักจะเกิดร่วมกันกับอาการไข้และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว โรคเอดส์ และการติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดการอักเสบ และติดเชื้อในร่างกายและกระจายสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดภาวะช็อกและอวัยวะภายในล้มเหลวได้ อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์ เมื่อรู้ตัวว่ามีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี หรือหากน้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีไข้หลายสัปดาห์ติดต่อกัน ท้องเสียเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอหรือขาหนีบโต ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค  การรักษาโรคเอดส์ การรักษาโรคเอดส์ด้วยการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีกับผู้ป่วย โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องไปตลอดชีวิต…

  • |

    โรคเริม โรคติดต่อทางผิวหนัง ที่เราป้องกันได้

    เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังชนิดหนึ่ง สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยมักพบผู้ป่วยวัยหนุ่มสาว และวัยผู้ใหญ่ ผู้ป่วยโรคเริมส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการของโรค  หากเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เพราะเมื่อเป็นแล้วอาจทำให้การรักษาให้หายขาดได้ยาก โรคเริม (Herpes) คืออะไร การติดเชื้อทั้ง 2  ชนิดนั้น สามารถเป็นปัจจัยสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อที่อวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้เช่นกัน เมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น การติดเชื้อที่สมอง และอวัยวะสำคัญต่างๆ HSV-1 และ HSV-2 เหมือนกันหรือไม่ ? 1. เริมที่ริมฝีปาก เริมในปาก เริมที่มุมปาก เริ่มต้นจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนและคันบริเวณปากก่อนเกิดผื่น จากนั้นผื่นจะพัฒนาเป็นตุ่มใส และอาจรวมกันเป็นแผลใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย อาการของโรคแทรกซ้อนที่อาจพบคือ เชื้อไวรัสแพร่ไปติดเนื้อเยื่อข้างเคียง ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องการติดเชื้ออาจทำให้เสียชีวิตได้ 2. เริมที่ขา เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน หรือปวดเสียว อาจมีอาการปวดแปลบมาก่อนที่จะเกิดตุ่มน้ำใสขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร โดยจะขึ้นกันเป็นกลุ่ม 3. โรคเริมที่จมูก หรือ โรคเริมที่ตา มีตุ่มน้ำใสเกิดเป็นกระจุกหรือกลุ่ม เมื่อมีอาการผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ถ้าพบว่ากระจกตาอักเสบจาก Herpes simplex virus…

  • |

    วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างไรให้ปลอดภัย

    เมื่อคนในบ้านติดเชื้อเอชไอวี เราจะมีวิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นให้ปลอดภัยได้อย่าง โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันนั้น ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนอกจากคอยให้กำลังใจแล้ว ยังต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ และสร้างสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยสามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง คือ  ทางการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน จากแม่สู่ลูก จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เพราะเป็นการส่งต่อเชื้อทางเลือด อะไรก็ตาม ที่สัมผัสกับเลือดก็มีโอกาสเสี่ยง ถ้าหากผิวหนังของเรา สัมผัสกับเลือดผู้ติดเชื้อ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย เพราะผิวหนังของเรา สามารถกันเชื้อไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าเกิดคุณมีแผลตามผิวหนัง ก็มีโอกาสเสี่ยง การสัมผัสกับเชื้อ จากน้ำลายโดยการจูบ ก็ไม่ได้มีความเสี่ยง ถ้าหากจะเสี่ยง คือ ต้องจูบแบบรับน้ำลายกันต้องมีปริมาณมากเป็นลิตรถึงจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ  ออรัลเซ็กซ์ ส่วนใหญ่จะไม่ติด เว้นแต่ว่าในปากมีแผล มีเลือดออก แบบนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการติด แต่เปอร์เซ็นต์ที่จะติดเชื้อน้อย เตรียมตัวอย่างไรหากต้องอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ ผู้ที่อาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วย ดังนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะต้น ๆ ที่รับประทานยาเป็นประจำทุกวัน อาจช่วยป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปเป็นโรคเอดส์และทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานเหมือนคนปกติ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แม้ไข้หวัดใหญ่บางชนิดจะไม่รุนแรงสำหรับคนทั่วไป ทว่าอาจส่งผลรุนแรงต่อผู้ป่วยเอดส์หรือผู้ป่วยเอชไอวีได้ ดังนั้น คนใกล้ชิดซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจนำเชื้อโรคแพร่สู่ผู้ป่วยจำเป็นต้องป้องกันตนเองและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อีกทั้งควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดอื่น ๆ ด้วย วิธีอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์  ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์จะมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ สิ่งที่เราควรจะทำ…

  • หนองในเทียมโรคร้ายที่ป้องกันได้

    หนองในเทียม อาจเป็นเรื้อรังและรักษาให้หายได้ยากกว่าโรคหนองในแท้ เนื่องจากส่วนใหญ่จะตรวจไม่พบเชื้อ ที่เป็นต้นเหตุ แต่สำหรับโรคหนองในเทียมที่เกิดจากเชื้อคลามัยเดีย (ซึ่งเกิดได้เป็นส่วนใหญ่) จะรักษาให้หายขาดได้ภายใน 14 วัน หากรับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โรคหนองในเทียม คืออะไร สาเหตุของหนองในเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า คลามัยเดียทราโคมาติส (Chlamydia Trachomatis) จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันกับผู้ที่ติดเชื้อ เชื้อสามารถแพร่ติดต่อได้หลายทาง เช่น ทางอวัยวะเพศ ทางทวารหนัก ทางปาก หรือแม้กระทั่งทางตา หากมีสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ติดเชื้อกระเด็นใส่ รวมไปถึงการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกในขณะตั้งครรภ์ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อหนองในเทียม อาการของหนองในเทียม อาการหนองในเทียมในผู้ชายมีอาการอย่างไร? อาการหนองในในเทียมในผู้หญิงมีอาการอย่างไร? เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ เมื่อเกิดข้อสงสัยว่าจะเป็นโรคหนองในหรือไม่ ก็ควรเข้าพบแพทย์ โดยสำรวจตัวเรา หรือคู่นอนมีอาการข้างต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยผู้ที่เป็นโรคหนองในมักไม่ค่อยแสดงอาการโดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิง แต่หากเริ่มมีอาการแสบตอนปัสสาวะ หรือเริ่มมีผื่นขึ้นบริเวณโดยรอบอวัยวะเพศแล้วให้รีบไปพบแพทย์ หากแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคหนองใน ให้พาคู่นอนไปตรวจด้วยเช่นกัน การรักษาหนองในเทียม แพทย์จะทำการเลือกใช้และปริมาณยาจะตามอวัยวะที่ติดเชื้อ ดังต่อไปนี้ หนองในเทียมที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก และคอ แนะนำให้เลือกใช้ยาอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนองในเทียมเยื่อบุตาในผู้ใหญ่ แนะนำให้เลือกใช้ยาอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหลังได้รับการรักษาในระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์…

  • |

    โรคเอดส์ ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ป้องกันได้ รักษาได้

    “โรคเอดส์” หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินมาตั้งแต่อดีต และในบางครั้งยังถูกใช้อย่างคลาดเคลื่อน จนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ซึ่งเป็นไวรัสต้นเหตุของโรคเอดส์อย่างแท้จริง บางคนเข้าใจว่า HIV และเอดส์คือสิ่งเดียวกัน หรือเข้าใจว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้และต้องเสียชีวิตในเวลาอันสั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคเอดส์ อย่างถูกต้อง แยกให้ออกระหว่างการติดเชื้อ HIV กับการเป็นเอดส์ พร้อมทั้งพูดถึงวิธีการป้องกัน การรักษา และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน HIV และเอดส์ ต่างกันอย่างไร ? อาการเหล่านี้มักไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย HIV จึงเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด การวินิจฉัยและตรวจหา HIV การตรวจ HIV ในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งในโรงพยาบาล คลินิกเวชกรรม หรือคลินิกชุมชนที่ให้บริการโดยไม่เปิดเผยชื่อ นอกจากนี้ยังมีชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต การตรวจควรทำภายหลังมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ และอาจต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ หากพบว่าติดเชื้อ…

  • โรคหนองใน สาเหตุ, อาการ, การรักษา

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศกับคนที่เป็นโรค หรือคนที่ติดเชื้อ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผ่านการถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มร่วมกันได้เหมือนกัน   โดยสามารแบ่งประเภทเชื้อที่เป็นต้นเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้น ๆ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส  เชื้อรา พยาธิ เป็นต้น โรคหนองใน (Gonorrhoea) คืออะไร? โดยเชื้อแบคทีเรีย ไนซีเรีย โกโนเรีย ชนิดนี้สามารถเจริญได้ดีในที่ชื้นและที่อบอุ่นของระบบอวัยวะสืบพันธุ์มนุษย์ตั้งแต่ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก ท่อปัสสาวะ ซึ่งพบทั้งในผู้ชายและผู้หญิง และยังสามารถเจริญเติบโตได้ในบริเวณอื่น ๆ  ได้ เช่น ทวารหนัก เยื่อบุตา ช่องปากและคอ เชื้อจึงสามารถติดต่อทางปากได้ด้วย การติดเชื้อจะเริ่มจากการสัมผัสเยื่อบุช่องปาก ช่องคลอด ทวารหนัก อวัยวะเพศ ที่มีเชื้อผ่านการสัมผัสทั้งการมีร่วมเพศ และอาจไม่มีการร่วมเพศ หรือหลั่งอสุจิเลยก็ได้ และในหญิงที่เป็นโรคและมีเชื้อในช่องคลอด สามารถแพร่จากช่องคลอดไปทหารหนัก และจากทหารหนักไปช่องคลอดได้เช่นกัน นอกจากนี้การติดเชื้อหนองในแท้ที่บริเวณอื่น ๆ เช่น ทวารหนัก ลำคอ ดวงตา หรือข้อต่อก็ย่อมทำให้มีอาการแตกต่างกันไป…