รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ “กามโรค” อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

ในยุคที่ความสัมพันธ์ทางเพศเปิดกว้างและการพบปะผู้คนใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายผ่านแอปหรือสังคมออนไลน์ “กามโรค” กลายเป็นประเด็นสุขภาพที่คนรุ่นใหม่ควรให้ความสำคัญมากกว่าที่คิด หลายคนอาจมองว่ากามโรคเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าเป็นโรคของคนเจ้าชู้เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กามโรคสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง คู่รัก หรือแม้แต่คนที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก การเข้าใจเรื่องกามโรคอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในสังคม และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าการดูแลสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติและสำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายทั่วไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ “ทุกเรื่องเกี่ยวกับกามโรค” ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน ไปจนถึงแนวทางการรักษาแบบมืออาชีพ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าความรู้เรื่องนี้จะช่วยปกป้องคุณและคนรอบตัวจากโรคที่อาจส่งผลต่อชีวิตในระยะยาว

ความหมายของ “กามโรค” คืออะไร ?

“กามโรค” หรือที่ปัจจุบันนิยมใช้คำว่า “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” (Sexually Transmitted Diseases – STDs) หมายถึง กลุ่มโรคที่ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการสอดใส่ การสัมผัสของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด หรือเลือด รวมถึงการสัมผัสทางปากและทวารหนัก กามโรคไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่บางชนิดยังสามารถติดต่อได้จากการใช้ของร่วมกัน หรือแม้แต่การสัมผัสแผลเปิดของผู้ติดเชื้อโดยตรง ปัจจุบันมีโรคในกลุ่มนี้มากมาย ซึ่งบางโรครักษาให้หายได้ แต่บางโรคต้องควบคุมไปตลอดชีวิต

การเปลี่ยนคำเรียกจาก “กามโรค” เป็น “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” มีเหตุผลสำคัญคือการลดการตีตรา (stigma) เพราะคำว่า “กาม” มักถูกมองในเชิงลบ การใช้คำว่า “โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์” ทำให้สังคมมองเรื่องนี้ในมุมของสุขภาพมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรมหรือความน่าอาย

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกามโรค

สาเหตุของกามโรคมาจากเชื้อโรคหลายชนิด ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะหากไม่มีการป้องกันหรือขาดความรู้เรื่องสุขอนามัยทางเพศ หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยคือ “การมีคู่นอนหลายคน” ซึ่งเพิ่มโอกาสในการสัมผัสเชื้อโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดก่อนมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการละเลยการตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น สำหรับวัยรุ่นและวัยทำงาน การขาดการให้ความรู้เรื่องเพศอย่างเหมาะสมก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนไม่รู้วิธีป้องกันหรือเข้าใจผิดว่ากามโรคจะเกิดขึ้นเฉพาะในคนบางกลุ่มเท่านั้น ทั้งที่ในความจริง ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ล้วนมีความเสี่ยงเท่า ๆ กัน

กามโรค ที่พบบ่อยในประเทศไทย

ประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วยกามโรคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีคู่นอนหลายคนเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ปัจจุบันกามโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีดังนี้

1. หนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์โดยตรง อาการที่พบบ่อยคือปัสสาวะแสบขัด มีหนองออกจากอวัยวะเพศ หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจลุกลามจนทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก หรือการอักเสบของอุ้งเชิงกรานในผู้หญิงได้

2. หนองในเทียม (Chlamydia) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis มีอาการคล้ายหนองในแท้ เช่น ปัสสาวะขัด หรือมีตกขาวผิดปกติ แต่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดพังผืดในท่อนำไข่ ส่งผลให้มีบุตรยากหรือเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้

3. ซิฟิลิส (Syphilis) เกิดจากเชื้อ Treponema pallidum ระยะแรกจะมีแผลที่อวัยวะเพศ จากนั้นจะมีผื่นขึ้นทั่วตัวโดยไม่คัน หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะลุกลามไปสู่ระบบประสาท หัวใจ และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

4. หูดหงอนไก่ (Genital Warts) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เกิดตุ่มหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศ หรือ ทวารหนัก บางสายพันธุ์ของไวรัสนี้อาจก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งคอในระยะยาว การฉีดวัคซีน HPV สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

5. เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) เกิดจากไวรัส Herpes simplex virus (HSV) มีอาการเป็นตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ ที่แตกเป็นแผลเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ หรือ รอบปาก โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมการกลับมาเป็นซ้ำได้ด้วยยาเฉพาะทาง

6. ตับอักเสบชนิดบีและซี (Hepatitis B & C) เป็นไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อ ทำให้เกิดการอักเสบของตับแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือตับวายได้

7. เอชไอวี (HIV) เกิดจากไวรัส Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ร่างกายจะอ่อนแอและติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เชื้ออาจพัฒนาไปสู่ระยะ “เอดส์ (AIDS)” ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมลงอย่างรุนแรง

โรคเหล่านี้บางชนิดมีอาการคล้ายกัน และบางชนิดไม่มีอาการเลย ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ากำลังแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่นอยู่

อาการของกามโรคที่ควรระวัง

อาการของกามโรคแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ แต่โดยทั่วไปมักเริ่มจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม เช่น มีตกขาวผิดปกติ กลิ่นแรง แสบคันในช่องคลอด หรือมีเลือดออกระหว่างรอบเดือนในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายอาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนองหรือของเหลวไหลจากอวัยวะเพศ บางรายมีผื่นหรือตุ่มบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก บางโรค เช่น ซิฟิลิส หรือหนองในเทียม อาจไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้การตรวจสุขภาพทางเพศจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว ก็ยิ่งรักษาได้ง่ายและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในอนาคต

การวินิจฉัยและการตรวจหากามโรค

การตรวจหากามโรค ทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและอาการของผู้ป่วย โดยแพทย์อาจตรวจร่างกายร่วมกับการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง ปัสสาวะ หรือเลือดไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ บางคลินิกมีบริการตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) ที่สามารถรู้ผลได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจเช็กสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ การตรวจอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง ถือเป็นแนวทางที่ควรทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง การวินิจฉัยโดยแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาการของแต่ละโรคอาจคล้ายกัน หากซื้อยากินเองโดยไม่ตรวจให้แน่ชัด อาจทำให้เชื้อดื้อยา หรือโรคลุกลามจนรักษายากกว่าเดิม

แนวทางการรักษา กามโรค ในปัจจุบัน

การรักษากามโรคในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งด้านเทคโนโลยีการวินิจฉัยและยาที่ใช้รักษา ทำให้ผู้ป่วยสามารถหายขาดหรือควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ วิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและระยะของโรคที่ตรวจพบ

1. กามโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม และซิฟิลิส สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่ายตามชนิดของเชื้อ และความรุนแรงของอาการ ตัวอย่างเช่น โรคหนองในแท้มักใช้ยาฉีดเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) ส่วนหนองในเทียมอาจใช้ยากลุ่มอะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายขาด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อซ้ำหรือดื้อยา นอกจากนี้ คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกันเสมอ

2. กามโรคที่เกิดจากไวรัส โรคที่เกิดจากไวรัส เช่น เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes), หูดหงอนไก่ (Genital Warts), และไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี (Hepatitis B & C) บางชนิดยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยาเฉพาะทาง ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของอาการ ลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น สำหรับหูดหงอนไก่ แพทย์อาจใช้วิธีจี้ไฟฟ้า เลเซอร์ หรือยาทาเฉพาะจุดร่วมด้วย เพื่อกำจัดตุ่มหูดที่เกิดขึ้น ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ควรได้รับการตรวจติดตามค่าการทำงานของตับเป็นระยะและรับวัคซีนป้องกันเพิ่มเติมตามความจำเป็น

3. เอชไอวี (HIV) เชื้อเอชไอวีถือเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะเชื้อนี้จะโจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผู้ติดเชื้อง่ายต่อการเกิดโรคฉวยโอกาส อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือ ปัจจุบัน “เอชไอวีไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้อีกต่อไป” ด้วยการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy หรือ ART) อย่างต่อเนื่องทุกวัน ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอายุยืนยาวเทียบเท่าคนทั่วไป

เป้าหมายของการรักษาคือ “กดปริมาณเชื้อในเลือดให้น้อยจนตรวจไม่พบ” หรือที่เรียกว่า Undetectable ซึ่งเมื่อถึงระดับนี้ ผู้ติดเชื้อจะไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้เลย (แนวคิด U=U: Undetectable = Untransmittable)

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถใช้ “ยา PrEP” (Pre-Exposure Prophylaxis) เพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนสัมผัสเชื้อ หรือ “ยา PEP” (Post-Exposure Prophylaxis) ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการป้องกันกามโรค

วิธีป้องกันกามโรค ที่ดีที่สุดคือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ปาก หรือทวารหนัก ถุงยางสามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การจำกัดคู่นอนให้น้อยลง และการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ จะช่วยให้สามารถตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อีกทางหนึ่งคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเพศศึกษาและสุขภาพทางเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพราะความรู้ที่ถูกต้องคือเกราะป้องกันสำคัญที่สุดสำหรับการลดการแพร่เชื้อในระยะยาว

กามโรคกับผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ

กามโรคไม่ได้ส่งผลเพียงด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อจิตใจและความสัมพันธ์ของผู้ป่วยอีกด้วย ผู้ที่ติดเชื้อบางคนอาจรู้สึกอับอาย กลัวถูกตัดสิน หรือสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งทำให้บางคนหลีกเลี่ยงการไปพบแพทย์และปล่อยให้โรคลุกลาม ในแง่ทางร่างกาย กามโรคหลายชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก การคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะแทรกซ้อนทางอวัยวะเพศ ในบางกรณีอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังที่ต้องรักษาตลอดชีวิต การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์

ทำไมการพูดเรื่องกามโรคจึงยังเป็นเรื่องอายสำหรับคนไทย

แม้สังคมจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่หลายคนยังรู้สึกว่า “กามโรค” เป็นเรื่องน่าอาย ไม่กล้าพูด ไม่กล้าไปตรวจ ทั้งที่จริงแล้วโรคเหล่านี้เหมือนโรคทั่วไป เช่น ไข้หวัดหรือเบาหวาน เพียงแต่เกิดขึ้นในบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น การสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัวและโรงเรียนยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว ทำให้เยาวชนขาดความเข้าใจพื้นฐาน เมื่อเจอสถานการณ์จริงจึงไม่รู้วิธีป้องกันอย่างถูกต้อง การเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องเพศอย่างปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพทางเพศได้โดยไม่รู้สึกอาย

เมื่อสงสัยว่าติด กามโรค ควรทำอย่างไร

หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่ามีความเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ที่ให้บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเร็วที่สุด เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำที่ถูกต้อง อย่าซื้อยากินเองหรือปล่อยให้เวลาผ่านไป เพราะอาการบางอย่างอาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง ควรงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรอผลตรวจ และแจ้งคู่นอนให้เข้ามาตรวจพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ การรับรู้เร็วและรักษาเร็วคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้หายขาดและลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

การตรวจสุขภาพทางเพศควรเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

การตรวจสุขภาพทางเพศไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกับการตรวจเลือดหรือฟัน การตรวจสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมั่นใจในสุขภาพของตนเองและคู่รัก อีกทั้งยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ปัจจุบันมีคลินิกและโรงพยาบาลที่ให้บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แบบเป็นมิตร เข้าใจทุกเพศ ทุกวัย และรักษาความลับอย่างเข้มงวด ทำให้การเข้ารับบริการไม่ต้องกลัวการถูกตีตราหรืออับอายอีกต่อไป

อ่านบทความที่น่าสนใจ

“กามโรค” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นปัญหาสุขภาพที่ทุกคนควรใส่ใจ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพียงครั้งเดียวก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ การรู้เท่าทัน อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันคือหนทางสำคัญที่จะช่วยลดการแพร่เชื้อและป้องกันโรคร้ายในอนาคต อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยตรวจ เพราะบางโรคไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ เลย การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอคือการดูแลตนเองที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน เพราะ “รู้เร็ว รักษาได้ ป้องกันได้”

แหล่งที่มา

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย). (2567). รายงานสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
  • World Health Organization (WHO). (2024). Sexually Transmitted Infections (STIs) Fact Sheet. เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). STI Treatment Guidelines and Prevention Strategies. เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/std
  • UNAIDS. (2025). Global AIDS Update 2025: Progress and Challenges in STI and HIV Control. เข้าถึงได้จาก: https://www.unaids.org

Similar Posts

  • |

    ออรัล เซ็กส์ (Oral Sex) อย่างไรให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อโรคร้าย

    ออรัล เซ็กส์ ถือเป็นวิธีการมีเพศสัมพันธ์ อย่างหนึ่งที่ทำให้คู่รักรู้สึกเพลิดเพลิน หากทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจ แต่ในบางครั้งการทำออรัลเซ็กส์อาจนำมาซึ่งโรคร้ายต่าง ๆ ได้ เช่น โรคติดเชื้อเอชพีวี ซิฟิลิส หรือแม้กระทั่งโรคเอดส์ ดังนั้น ก่อนจะทำออรัล เซ็กส์ ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค และการทำออรัล เซ็กส์อย่างปลอดภัย ออรัล เซ็กส์ (Oral Sex) คือ อะไร ? การใช้ช่องปาก ริมฝีปาก หรือลิ้น ในการกระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศชาย อวัยวะเพศหญิง ทวารหนัก หรือส่วนที่อยู่ใกล้เคียงกับบริเวณดังกล่าว เพื่อให้คู่นอนอีกฝ่ายเกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งทำได้ทั้งคู่รักเพศเดียวกันและคู่รักต่างเพศ การออรัล เซ็กส์นั้นเป็นสิ่งที่ทั้งผู้ชาย และผู้หญิงต่างปรารถนาเป็นอย่างมาก บางคนเพียงแค่ถูก ออรัล เซ็กส์ก็สามารถเสร็จได้โดยไม่ต้องสอดใส่ ข้อดีของออรัล เซ็กส์ คืออะไร ไม่ทำให้ท้อง และทำให้ฝ่ายหญิง และฝ่ายชายพอใจในเพศรสมากขึ้น และมีคนกลุ่มไม่น้อยที่ชอบออรัล เซ็กส์ มากกว่าการมีเซ็กส์จริงๆ เสียอีก ข้อเสียของออรัล เซ็กส์ คืออะไร สามารถติดโรคได้ทุกโรค เนื่องจากการกลืนน้ำหล่อลื่นฝ่ายหญิง…

  • |

    โรคเริม โรคติดต่อทางผิวหนัง ที่เราป้องกันได้

    เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังชนิดหนึ่ง สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยมักพบผู้ป่วยวัยหนุ่มสาว และวัยผู้ใหญ่ ผู้ป่วยโรคเริมส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการของโรค  หากเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เพราะเมื่อเป็นแล้วอาจทำให้การรักษาให้หายขาดได้ยาก โรคเริม (Herpes) คืออะไร เริม (Herpes) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งของผิวหนังและเยื่อเมือกต่าง ๆที่พบบ่อยมากบริเวณปาก และอวัยวะเพศแล้ว ทำให้มีลักษณะพุขึ้นเป็นตุ่มใสเล็ก ๆ แล้วแตกเป็นแผล ตกสะเก็ด ซึ่งหายได้เอง แต่มักกำเริบซ้ำและเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมักมีอาการกำเริบได้บ่อยและรุนแรงกว่าปกติ   ระยะฟักตัวของโรค หลังจากได้รับเชื้อครั้งแรกจนกระทั่งแสดงอาการจะใช้เวลาประมาณ 2-20 วัน สาเหตุการเกิดโรคเริม โดยเชื้อไวรัสเริมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ การติดเชื้อทั้ง 2  ชนิดนั้น สามารถเป็นปัจจัยสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อที่อวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้เช่นกัน เมื่อร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น การติดเชื้อที่สมอง และอวัยวะสำคัญต่างๆ HSV-1 และ HSV-2 เหมือนกันหรือไม่ ?…

  • ยาต้าน HIV คืออะไร? เข้าใจง่าย ใช้รักษาได้จริง

    เมื่อพูดถึงการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในปัจจุบัน สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ “ความหวัง” ที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึง “ยาต้าน HIV” หรือที่เรียกว่า ยาต้านไวรัส (Antiretroviral drugs) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ติดเชื้อในยุคใหม่ ยาต้านเหล่านี้สามารถยับยั้งไม่ให้เชื้อแพร่กระจายภายในร่างกาย ช่วยให้ภูมิคุ้มกันไม่เสื่อมลงจนเกิดโรคเอดส์ (AIDS) และที่สำคัญ คือ ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป ทั้งด้านสุขภาพ การงาน และความสัมพันธ์ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาต้าน HIV ตั้งแต่พื้นฐาน กลไกการทำงาน ประเภทของยา แนวทางการรักษา ผลข้างเคียง ไปจนถึงการเข้าถึงยาฟรีในประเทศไทย เพื่อให้ทุกคนมีความรู้และไม่กลัวการติดเชื้ออย่างที่เคยเป็นมา ยาต้าน HIV คืออะไร และทำงานอย่างไรในร่างกาย ? ยาต้านHIV เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อไวรัสเอชไอวีโดยตรง ทำหน้าที่ยับยั้งไม่ให้ไวรัสสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ เมื่อได้รับยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ปริมาณไวรัสในเลือดของผู้ติดเชื้อจะลดลงจนตรวจไม่พบ (Undetectable) ซึ่งหมายความว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันกลับมาใกล้เคียงปกติ และสามารถป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้อื่นได้ โดยเฉพาะจากแม่สู่ลูก หรือคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ป้องกัน ประเภทของยาต้าน HIV ที่ใช้ในปัจจุบัน ยาต้านHIV มีหลายกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีวิธีการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสปรับตัวและดื้อยา การรักษาจึงมักประกอบด้วยยาหลายชนิดร่วมกัน ซึ่งเราเรียกว่า…

  • โรคหูดหงอนไก่ คืออะไร? รู้ไว้ ป้องกันได้!

    โรคหูดหงอนไก่ (Genital Warts) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่พบได้บ่อยและมีผลกระทบต่อทั้งผู้ชายและผู้หญิงทั่วโลก โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งสามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่ติดเชื้อ โรคหูดหงอนไก่ถือเป็นปัญหาสำคัญด้านสุขภาพทางเพศ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความไม่สบายกายและจิตใจแล้ว ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนบางชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งที่อวัยวะเพศในระยะยาว โรคหูดหงอนไก่ เกิดจากอะไร? โรคหูดหงอนไก่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ซึ่งมีมากกว่า 200 สายพันธุ์ แต่มีเพียงบางสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ โดยส่วนใหญ่เกิดจากสายพันธุ์ HPV-6 และ HPV-11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม บางสายพันธุ์ เช่น HPV-16 และ HPV-18 อาจทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งอวัยวะเพศ และมะเร็งบริเวณอื่นๆ ได้ในระยะยาว การแพร่กระจายของเชื้อ HPV HPV สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทาง: อาการของโรคหูดหงอนไก่ อาการของโรคหูดหงอนไก่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ แต่ยังคงสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ อาการที่พบบ่อย ได้แก่: การวินิจฉัย โรคหูดหงอนไก่ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคหูดหงอนไก่ได้โดย: การรักษา…

  • ยา เพร็พ (PrEP) คืออะไร ? คู่มือสุขภาพป้องกัน HIV

    ในยุคปัจจุบันที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญต่อสังคม การป้องกันล่วงหน้าเป็นหนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ยา เพร็พ (PrEP) จึงถูกพัฒนาและนำมาใช้ในวงการสาธารณสุขทั่วโลก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับยาเพร็พอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีการใช้ ประโยชน์ ผลข้างเคียง ตลอดจนการเข้าถึงบริการในประเทศไทย เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและดูแลสุขภาพได้อย่างมืออาชีพ ความหมายและความสำคัญของ ยาเพร็พ ยาเพร็พ (PrEP) ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis คือแนวทางป้องกันการติดเชื้อ HIV ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้ยาต้านไวรัสที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดโอกาสการติดเชื้อ HIV ได้อย่างมีนัยสำคัญ ยาเพร็พจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกแนะนำให้ใช้ในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ยา เพร็พ ต่างจาก ยาต้านไวรัส อย่างไร ? ยาเพร็พ (PrEP: Pre-Exposure Prophylaxis) คือ ยาที่ใช้สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ HIV โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือคู่รักที่อีกฝ่ายติดเชื้อ โดยรับประทานยาเพร็พอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างเกราะป้องกันในร่างกาย ทำให้ไวรัสไม่สามารถฝังตัวและเพิ่มจำนวนได้ หากได้รับเชื้อโดยไม่ตั้งใจ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูงเกือบ 100%…

  • โรคเอดส์ (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome)

    คนส่วนใหญ่มักจะเข้าผิดว่าผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอด์ เป็นโรคเดียวกัน จริงๆ แล้วผู้ที่ได้รับเชื้อเชื้อเอชไอวี ระยะแรกจะยังไม่เป็นโรคเอดส์จนผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จนผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ จึงจะเรียกว่า ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคเอดส์คืออะไร? โรคเอดส์ (AIDS หรือ Acquired Immune Deficiency Syndromes)       A = Acquired    หมายถึง สภาวะที่เกิดขึ้นมาภายหลัง ไม่ได้มีมาแต่กำเนิด       I = Immune     หมายถึง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือภูมิต้านทานของร่างกาย       D = Deficiency  หมายถึง ความเสื่อมลง       S = Syndrome   หมายถึง กลุ่มอาการ หรืออาการหลาย ๆ อย่างไม่เฉพาะระบบใดระบบหนึ่ง โรคเอดส์  คือ กลุ่มอาการของโรคฉวยโอกาส เกิดจากการที่ร่างกายติดเชื้อไวรัสเอชไอวี เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อเข้าไปจนถึงระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจนทำให้ผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ลดลง จนไม่สามารถต่อสู้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย  ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนที่เรียกว่า…