Untransmittable
| | | |

Untransmittable ความสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “Untransmittable” ที่มาพร้อมแนวคิด “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” (U=U) ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการแพทย์และสังคมทั่วโลก แนวคิดนี้ไม่เพียงแค่ช่วยปรับปรุงชีวิตของผู้ติดเชื้อ HIV แต่ยังเปลี่ยนแปลงทัศนคติและการยอมรับในสังคมต่อผู้ที่มีเชื้อ HIV ด้วย

“Quicky"

U=U มีความหมายว่า ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) อย่างต่อเนื่อง และสามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดจนไม่สามารถตรวจพบได้ จะไม่สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้ ความสำเร็จนี้ได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยและการศึกษามากมายที่สนับสนุนแนวคิดนี้

ความสำคัญทางการแพทย์ของ “Untransmittable”

Untransmittable คือแนวคิดที่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะจากการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถลดปริมาณไวรัสในร่างกายจนไม่สามารถตรวจพบได้ เมื่อพวกเขารับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ปริมาณไวรัสในเลือดที่ต่ำมาก ๆ ทำให้ไม่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ โดยเฉพาะผ่านทางเพศสัมพันธ์

ความสำคัญของ U=U ในด้านการแพทย์มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

“Quicky"
  1. การป้องกันการแพร่เชื้อ HIV: แนวคิด U=U ช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อไปยังคู่นอนหรือบุคคลอื่น ซึ่งทำให้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV ควบคู่กับวิธีการป้องกันอื่น ๆ เช่น การใช้ถุงยางอนามัยหรือการรับประทานยา PrEP (Pre-exposure prophylaxis)
  2. การดูแลสุขภาพของผู้ติดเชื้อ: ผู้ติดเชื้อ HIV ที่เข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องจะมีสุขภาพที่ดีและสามารถควบคุมปริมาณไวรัสในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำได้ นอกจากจะป้องกันการแพร่เชื้อแล้ว ยังช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและปราศจากภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อ HIV ได้
  3. การสร้างความมั่นใจในการรักษา: การรับรู้เกี่ยวกับ U=U ส่งเสริมให้ผู้ที่ติดเชื้อยอมรับและปฏิบัติตามการรักษาอย่างเคร่งครัด เนื่องจากพวกเขารู้ว่าการรักษานั้นมีผลดีต่อสุขภาพของตนเองและยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

Untransmittable การลดอคติและการตีตรา

Untransmittable

ผลกระทบของ U=U ไม่ได้หยุดอยู่แค่ด้านการแพทย์ แต่ยังส่งผลลึกซึ้งในระดับสังคม โดยเฉพาะในเรื่องของการลดการตีตราและอคติที่เคยมีต่อผู้ติดเชื้อ HIV ในอดีต ผู้ที่มีเชื้อ HIV มักจะเผชิญกับการถูกแยกออกจากสังคม เนื่องจากความกลัวว่าจะแพร่เชื้อได้ แต่การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ U=U ช่วยให้สังคมเปลี่ยนมุมมองต่อผู้ติดเชื้อได้อย่างชัดเจน

การที่สังคมรับรู้ว่า “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” ช่วยทำให้เกิดการยอมรับที่มากขึ้นในหลายด้าน เช่น:

“ChatLove2test"
  • ลดการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน: ผู้ที่มีเชื้อ HIV มักถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงานเนื่องจากความกลัวของนายจ้างหรือเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อสังคมเข้าใจว่า HIV ไม่สามารถแพร่เชื้อได้หากตรวจไม่เจอ การเลือกปฏิบัติเหล่านี้จะลดลง ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถทำงานและมีชีวิตที่มีความหมายได้เหมือนคนทั่วไป
  • สร้างความมั่นใจในความสัมพันธ์ส่วนตัว: สำหรับคู่รักที่มีความต่างสถานะทางเชื้อ HIV (หนึ่งคนติดเชื้อและอีกคนไม่ได้ติดเชื้อ) U=U ช่วยให้พวกเขาสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและปลอดภัยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแพร่เชื้อ แนวคิดนี้ช่วยลดความกลัวและสร้างความมั่นใจในชีวิตคู่ได้
  • ลดการตีตราในสังคม: การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ U=U ช่วยลดความกลัวและความเข้าใจผิดที่สังคมเคยมีเกี่ยวกับ HIV ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมโดยไม่ถูกกีดกันหรือประสบกับการเหยียดหยาม

การสร้างความเข้าใจและความหวังใหม่

Untransmittable

การที่แนวคิด U=U ได้รับการยอมรับในวงกว้างช่วยสร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ติดเชื้อ HIV และครอบครัวของพวกเขา จากเดิมที่ HIV เป็นโรคที่มาพร้อมกับความกลัวและการกีดกัน แต่ปัจจุบัน ด้วยการรักษาทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ปกติและสุขภาพดีได้เหมือนกับคนทั่วไป

U=U ยังช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีแรงจูงใจในการเข้ารับการรักษาและดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น และยังทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง

“PrEPLove2test"

นอกจากนี้ แนวคิด U=U ยังเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดความไม่เท่าเทียมในสังคม การยอมรับแนวคิดนี้ช่วยส่งเสริมให้เกิดการดูแลและสนับสนุนผู้ติดเชื้อ HIV อย่างเหมาะสม และลดความไม่เสมอภาคที่พวกเขาเคยเผชิญในด้านต่าง ๆ เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การทำงาน และการศึกษาด้วย

สรุป U=U คือการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมทั้งทางการแพทย์และสังคม

แนวคิด Untransmittable หรือส่วนหนึ่งใน U=U ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในการรักษาและป้องกันการแพร่เชื้อ HIV เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความเข้าใจและยอมรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV มากขึ้น นอกจากจะช่วยลดการแพร่เชื้อได้จริง ยังช่วยลดการตีตรา อคติ และความเข้าใจผิดที่มีต่อผู้ติดเชื้อได้อย่างมาก

ในขณะที่การแพทย์ยังคงพัฒนา แนวคิด U=U จะยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นสถานที่ที่มีความเท่าเทียม ความเข้าใจ และการสนับสนุนต่อผู้ที่ติดเชื้อ HIV อย่างแท้จริง เมื่อทุกคนเข้าใจว่า “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” เราก็สามารถสร้างสังคมที่ไม่เพียงแต่ปราศจากการแพร่เชื้อ HIV แต่ยังเต็มไปด้วยความรัก ความหวัง และความเท่าเทียมสำหรับทุกคน

Similar Posts

  • | | |

    การป้องกันการติดเชื้อโรคฉวยโอกาส

    โรคเอดส์เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของผู้ป่วยนั้นถูกทำลายจนไม่สามารถต้านทานต่อโรค หรือการติดเชื้ออื่น ๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา โปรโตซัว ซึ่งปกติไม่ทำให้เกิดโรคในคนที่มีสุขภาพปกติ แต่สามารถเกิดได้กับผู้ป่วย บางครั้งอาจรุนแรงเป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โรคติดเชื้อฉวยโอกาส คืออะไร เชื้อรา ปรสิต จำนวน CD4 อยู่ในระดับ100-200/µL จำนวน CD4 อยู่ในระดับ50-100/µL จำนวน CD4 อยู่ในระดับ < 50 /µL สาเหตุติดเชื้อโรคฉวยโอกาส ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือภูมิคุ้มกันบกพร่องมีลักษณะเฉพาะ คือ การไม่มี หรือการหยุดชะงักในส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งนำไปสู่ระดับภูมิคุ้มกัน และภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคที่ต่ำกว่าปกติ อาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ : อาการติดเชื้อโรคฉวยโอกาส การรักษา และยาป้องกันโรคติดเชื้อโรคฉวยโอกาส การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงจะติดเชื้อ มักจะได้รับยาป้องกันโรค เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ดูจากระดับความเสี่ยงของผู้ป่วยในการติดเชื้อฉวยโอกาส โดยใช้จำนวนทีเซลล์ CD4 ของผู้ป่วย ในการรักษาดังนี้:  การติดเชื้อ      …

  • |

    แผลริมอ่อน (Chancroid) 

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศกับคนที่เป็นโรค หรือคนที่ติดเชื้อ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผ่านการถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มร่วมกันได้เหมือนกัน  โรคแผลริมอ่อน (Chancroid)  คืออะไร สาเหตุของแผลริมอ่อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ฮีโมฟิลุส ดูเครย์ (Haemophilus ducreyi) โดยเชื้อชนิดนี้จำนวนมากจะอยู่ที่หนอง และจะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกทางผิวหนัง จากนั้นเชื้อจะสร้างสารพิษ (HdCDT) ขึ้นมาทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศ และมีหนองไหล ทำให้หากสัมผัสโดนของเหลวจากแผลโดยตรง ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น ทางผิวหนังที่เกิดบาดแผลหรือมือที่มีเชื้อไปสัมผัสโดนดวงตา รวมถึงการสัมผัสถูกเชื้อในขณะมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทั้งการร่วมเพศทางปาก ทางทวารหนัก หรือการมีเพศสัมพันธ์แบบชายหญิงโดยปกติ เชื้อชนิดนี้มักระบาดมากในประเทศแถบแอฟริกา เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ หรือถิ่นที่มีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่สะอาดเพียงพอ จึงอาจทำให้ได้รับเชื้อในระหว่างที่พักอาศัยหรือท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ อาการดังที่จะพบได้ทั้งในผู้ชาย และผู้หญิง การวินิจฉัยแผลริมอ่อน นอกจากนั้นแพทย์จะแนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อหาความเสี่ยงต่อการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น โรคซิฟิลิส โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น การรักษาแผลริมอ่อน แผลริมอ่อนสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบถ้วนตามที่แพทย์สั่ง และไม่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงซ้ำซาก (หากรักษาไม่ครบจะทำให้เชื้อดื้อยา) และช่วยให้ผู้ป่วยหายได้ไวขึ้นและลดรอยแผลเป็น แต่ในบางรายที่มีอาการต่อมน้ำเหลืองบวมจนมีขนาดใหญ่อาจต้องเข้ารับการผ่าตัด…

  • ยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน หาซื้อได้ที่ไหน? คลินิก โรงพยาบาล และบริการใกล้คุณ

    การป้องกันเอชไอวีถือเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาพทางเพศในยุคปัจจุบัน แต่ในบางครั้งสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางฉีกขาดหรือหลุดโดยไม่ทันรู้ตัว การถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือแม้แต่การสัมผัสกับเลือดและเข็มฉีดยาที่อาจปนเปื้อนเชื้อเอชไอวี สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ทันที คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า “จะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง?” คำตอบที่วงการแพทย์ยืนยันชัดเจนคือการใช้ ยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน (Post-Exposure Prophylaxis หรือ PEP) บทความนี้จะเจาะลึกข้อมูลที่คุณควรรู้เกี่ยวกับยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน ตั้งแต่หลักการทำงาน เหตุผลที่ไม่สามารถซื้อได้ทั่วไป สถานที่ที่สามารถเข้ารับยา ขั้นตอนการเข้ารับบริการ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าหากเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด จะสามารถปกป้องตัวเองได้อย่างทันท่วงทีและถูกต้องตามหลักการแพทย์ ความสำคัญของยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน ขั้นตอนการเข้ารับ ยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน การเข้ารับบริการยาต้านเอดส์ฉุกเฉินมีขั้นตอนที่ชัดเจน เริ่มตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงโดยแพทย์ หากมีความเสี่ยงสูง แพทย์จะพิจารณาให้เริ่มยาทันทีภายใน 72 ชั่วโมง พร้อมตรวจเลือดหาเอชไอวีและการติดเชื้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นผู้เข้ารับบริการต้องรับประทานยาต่อเนื่อง 28 วัน และกลับมาติดตามผลตามนัดหมาย เพื่อประเมินการตอบสนองของร่างกาย รวมถึงตรวจเลือดซ้ำเพื่อยืนยันผลการป้องกันเชื้อในช่วง 1 – 3 เดือนถัดมา โรงพยาบาลรัฐกับบริการยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลของรัฐถือเป็นสถานที่หลักในการให้บริการยาต้านเอดส์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (ER) ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ที่ได้รับความเสี่ยงสามารถไปที่แผนกฉุกเฉินเพื่อเข้ารับการประเมินและขอรับยาได้ทันที ข้อดีของโรงพยาบาลรัฐคือมีค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมสิทธิการรักษาของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรทอง…

  • |

    วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างไรให้ปลอดภัย

    เมื่อคนในบ้านติดเชื้อเอชไอวี เราจะมีวิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นให้ปลอดภัยได้อย่าง โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันนั้น ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนอกจากคอยให้กำลังใจแล้ว ยังต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ และสร้างสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยสามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง คือ  ทางการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน จากแม่สู่ลูก จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เพราะเป็นการส่งต่อเชื้อทางเลือด อะไรก็ตาม ที่สัมผัสกับเลือดก็มีโอกาสเสี่ยง ถ้าหากผิวหนังของเรา สัมผัสกับเลือดผู้ติดเชื้อ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย เพราะผิวหนังของเรา สามารถกันเชื้อไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าเกิดคุณมีแผลตามผิวหนัง ก็มีโอกาสเสี่ยง การสัมผัสกับเชื้อ จากน้ำลายโดยการจูบ ก็ไม่ได้มีความเสี่ยง ถ้าหากจะเสี่ยง คือ ต้องจูบแบบรับน้ำลายกันต้องมีปริมาณมากเป็นลิตรถึงจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ  ออรัลเซ็กซ์ ส่วนใหญ่จะไม่ติด เว้นแต่ว่าในปากมีแผล มีเลือดออก แบบนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการติด แต่เปอร์เซ็นต์ที่จะติดเชื้อน้อย เตรียมตัวอย่างไรหากต้องอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ ผู้ที่อาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วย ดังนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะต้น ๆ ที่รับประทานยาเป็นประจำทุกวัน อาจช่วยป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปเป็นโรคเอดส์และทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานเหมือนคนปกติ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แม้ไข้หวัดใหญ่บางชนิดจะไม่รุนแรงสำหรับคนทั่วไป ทว่าอาจส่งผลรุนแรงต่อผู้ป่วยเอดส์หรือผู้ป่วยเอชไอวีได้ ดังนั้น คนใกล้ชิดซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจนำเชื้อโรคแพร่สู่ผู้ป่วยจำเป็นต้องป้องกันตนเองและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อีกทั้งควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดอื่น ๆ ด้วย วิธีอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์  ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์จะมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ สิ่งที่เราควรจะทำ…

  • | | | | |

    Undetectable แล้วไม่ป้องกันได้ไหม ปลอดภัยจริงไหม?

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด หรือ “U=U” ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการแพทย์และสาธารณสุข โดยคำว่า “Undetectable” หมายถึงการที่ปริมาณไวรัส HIV ในเลือดของผู้ติดเชื้อลดต่ำจนไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ติดเชื้อได้รับการบำบัดด้วยยาต้านไวรัส (ART) อย่างสม่ำเสมอ แนวคิด U=U เป็นที่ยอมรับทางวิทยาศาสตร์ว่า ผู้ที่มีปริมาณไวรัส HIV ต่ำจนตรวจไม่พบ ไม่สามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ อย่างไรก็ตาม คำถามที่หลายคนยังคงสงสัยคือ ถ้าไวรัสตรวจไม่พบแล้ว สามารถมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยได้ไหม และมันปลอดภัยจริงหรือ?

  • | | | |

    ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เป็นเพราะอะไรได้บ้าง?

     การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี  ถ้าผลตรวจออกมาเป็นลบ หรือไม่เจอเชื้อ ก็เป็นการได้เริ่มต้นป้องกันตัวเองอย่างจริงจัง หรือถ้าตรวจเจอเชื้อ ก็ถือว่าเป็นการรู้ตัวก่อนที่จะป่วยขึ้นมา เพื่อได้เข้าสู่กระบวนการรักษาแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ป่วยหรือ เสียชีวิตจากโรคเอดส์ อีกทั้งสามารถป้องกันคนที่เรารักและคนอื่นๆ ไม่ให้ติดเชื้อจากเราได้ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี สามารถแบ่ง 2 ลักษณะ คือ ตรวจคัดกรอง และตรวจยืนยัน ทำไมถึงต้องตรวจคัดกรองก่อน เพราะปัจจุบัน การตรวจยืนยัน ยังอาจใช้เวลานาน กว่าจะทราบผล และมีผู้ป่วยมารับบริการจำนวนมาก ดังนั้นหากมีการตรวจคัดกรองมาก่อน ก็จะสามารถช่วยคัดกรองผู้ป่วย ที่มีโอกาสพบเชื้อ กับผู้ที่ไม่มีโอกาสพบเชื้อ ให้สามารถเข้าสู่ระบบการตรวจรักษาได้เร็วขึ้น และลดภาระงาน ในการตรวจของเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง การจะแพร่เชื้อได้นั้น จะต้องมีปริมาณของเชื้อไวรัสมากพอสมควร โดยเกณฑ์ที่ใช้เทียบเคียง คือ ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดตั้งแต่ 200 – 1,000 copies/ซีซีของเลือด จึงจะสามารถแพร่เชื้อได้ และชุดตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน สามารถตรวจได้ต่ำสุดตั้งแต่ 20-50 copies/ซีซีของเลือด ปัจจุบันวิธีการตรวจจะพัฒนาขึ้นมาก และสามารถตรวจได้เร็วสุดภายในหนึ่งสัปดาห์ ด้วยวิธีการตรวจแบบ NAT แต่หากตรวจด้วยวิธีอื่น ระยะเวลาที่ดีที่สุดที่สมควรตรวจ คือ 30…