ยาต้าน HIV คืออะไร? เข้าใจง่าย ใช้รักษาได้จริง

เมื่อพูดถึงการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในปัจจุบัน สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ “ความหวัง” ที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึง “ยาต้าน HIV” หรือที่เรียกว่า ยาต้านไวรัส (Antiretroviral drugs) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ติดเชื้อในยุคใหม่ ยาต้านเหล่านี้สามารถยับยั้งไม่ให้เชื้อแพร่กระจายภายในร่างกาย ช่วยให้ภูมิคุ้มกันไม่เสื่อมลงจนเกิดโรคเอดส์ (AIDS) และที่สำคัญ คือ ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป ทั้งด้านสุขภาพ การงาน และความสัมพันธ์ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาต้าน HIV ตั้งแต่พื้นฐาน กลไกการทำงาน ประเภทของยา แนวทางการรักษา ผลข้างเคียง ไปจนถึงการเข้าถึงยาฟรีในประเทศไทย เพื่อให้ทุกคนมีความรู้และไม่กลัวการติดเชื้ออย่างที่เคยเป็นมา

ยาต้าน HIV คืออะไร และทำงานอย่างไรในร่างกาย ?

ยาต้านHIV เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อไวรัสเอชไอวีโดยตรง ทำหน้าที่ยับยั้งไม่ให้ไวรัสสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ เมื่อได้รับยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ปริมาณไวรัสในเลือดของผู้ติดเชื้อจะลดลงจนตรวจไม่พบ (Undetectable) ซึ่งหมายความว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันกลับมาใกล้เคียงปกติ และสามารถป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้อื่นได้ โดยเฉพาะจากแม่สู่ลูก หรือคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ป้องกัน

ประเภทของยาต้าน HIV ที่ใช้ในปัจจุบัน

ยาต้านHIV มีหลายกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีวิธีการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสปรับตัวและดื้อยา การรักษาจึงมักประกอบด้วยยาหลายชนิดร่วมกัน ซึ่งเราเรียกว่า ART (Antiretroviral Therapy) กลุ่มยาหลักที่คนไทยใช้เป็นหลัก ได้แก่ Tenofovir, Emtricitabine, Efavirenz, Dolutegravir ซึ่งมักถูกรวมอยู่ในเม็ดเดียว รับประทานวันละ 1 ครั้ง เพื่อความสะดวกในการใช้ต่อเนื่องทุกวัน

ผลของยาต้าน HIV ต่อผู้ติดเชื้อและการแพร่กระจายของไวรัส

เมื่อใช้ยาต้าน HIV อย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้คือระดับไวรัสในเลือดลดลงจนตรวจไม่พบ ซึ่งหมายถึงผู้ติดเชื้อจะมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น มีโอกาสเกิดโรคร่วม เช่น วัณโรค ปอดบวม หรือติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นๆ น้อยลง และสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้เหมือนคนทั่วไป ที่สำคัญ การที่ไวรัสไม่สามารถตรวจพบในเลือด ยังช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นจนแทบเป็นศูนย์ ซึ่งหลักการนี้เป็นที่รู้จักในนาม U=U (Undetectable = Untransmittable)

การเริ่มต้นยาต้าน HIV ต้องเตรียมตัวยังไง

หากตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV การเริ่มต้นยาต้านไม่ควรล่าช้า โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินค่าภูมิคุ้มกัน (CD4) ระดับไวรัส (Viral Load) และตรวจเลือดอื่นๆ เพื่อดูว่าร่างกายพร้อมรับยาแล้วหรือไม่ ปัจจุบันแนวทางของประเทศไทยสนับสนุนให้เริ่มยาโดยเร็วที่สุดภายในไม่กี่วันหลังทราบผล และไม่จำเป็นต้องรอให้ CD4 ต่ำเหมือนในอดีต ก่อนเริ่มยา ผู้ป่วยควรได้รับการให้คำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น การติดตามผล และความสำคัญของการกินยาต่อเนื่องทุกวันไม่ให้ขาด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยาต้าน HIV

แม้ยาต้าน HIV ส่วนใหญ่จะปลอดภัยและทนต่อยาได้ดี แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่อาจประสบผลข้างเคียง โดยเฉพาะในช่วง 2–4 สัปดาห์แรกหลังเริ่มใช้ยา เช่น

  • คลื่นไส้ เวียนศีรษะ
  • ปวดหัว นอนไม่หลับ
  • ผื่นหรืออาการแพ้ยา
  • ความผิดปกติของการทำงานของตับหรือไต

อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะค่อยๆ ลดลง และสามารถควบคุมได้ด้วยการปรับตัวยาหรือใช้ยาเสริมเพื่อบรรเทาอาการ ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้ไวรัสดื้อยาและรักษายากขึ้น

ยาต้าน HIV ฟรี ในประเทศไทย สิทธิที่ทุกคนควรรู้

ในประเทศไทย ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงยาต้าน HIV ได้ฟรีผ่าน 3 สิทธิหลัก ได้แก่

  1. สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง)
  2. สิทธิประกันสังคม
  3. สิทธิข้าราชการ

ทั้ง 3 สิทธินี้ครอบคลุมตั้งแต่ค่ายาต้าน ค่าตรวจติดตามผล CD4/Viral Load ค่าตรวจโรคร่วม และค่าบริการทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ หรือคลินิกเครือข่าย เช่น คลินิกนิรนาม และศูนย์บริการสาธารณสุขบางแห่งที่ร่วมโครงการ

ทำไมการใช้ยาต้าน HIV อย่างต่อเนื่องจึงสำคัญ

การใช้ยาต้าน HIV ต้องกินทุกวันอย่างสม่ำเสมอในเวลาเดิม หากขาดยาแม้เพียงไม่กี่วันอาจส่งผลให้ไวรัสดื้อยา และยาที่ใช้อยู่ไม่ได้ผลอีกต่อไป การรักษาด้วยยาชุดใหม่จะยุ่งยากขึ้น แพงขึ้น และอาจมีผลข้างเคียงมากกว่าเดิม ผู้ป่วยควรวางแผนการกินยา เช่น ตั้งปลุก แจ้งเตือนในมือถือ หรือใช้แอปสุขภาพอย่าง Love2Test ที่มีระบบเตือนกินยาและติดตามสุขภาพรายเดือน เพื่อไม่ให้หลุดการรักษา

ยาต้าน HIV ช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีลูกได้ไหม

ปัจจุบันการใช้ยาต้าน HIV อย่างมีวินัยและมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อมีลูกที่ปลอดภัย ไม่ติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในกรณีหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับยาต้านอย่างเหมาะสมตลอดการตั้งครรภ์และในระหว่างคลอด รวมถึงทารกที่ได้รับยาป้องกันหลังคลอด โอกาสที่เด็กจะติดเชื้อต่ำกว่า 1% เท่านั้น สำหรับชายที่ติดเชื้อ ก็สามารถมีลูกกับคู่ที่ไม่ติดเชื้อได้โดยไม่ถ่ายทอดไวรัส หากอยู่ในภาวะที่ตรวจไม่พบไวรัส และใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ร่วมกับคำแนะนำจากแพทย์

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

ยาต้านHIV ไม่ได้เป็นเพียงการยืดชีวิตของผู้ติดเชื้อ แต่เป็นตัวเปลี่ยนภาพของโรคนี้จากคำว่า “โรคร้ายแรง” ให้กลายเป็น “ภาวะสุขภาพเรื้อรังที่ควบคุมได้” ผู้ติดเชื้อในยุคนี้สามารถใช้ชีวิตได้เต็มที่ มีความรัก มีลูก มีงาน และมีสุขภาพที่ดี หากได้รับยาอย่างต่อเนื่อง และมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้น การรู้จักยาต้าน HIV และเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง ยังเป็นการลดการแพร่ระบาดในระดับประเทศ ช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุข และสร้างสังคมที่ไม่ตีตรา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสังคมยุคใหม่ที่เปิดกว้างและเคารพสิทธิของทุกคนอย่างเท่าเทียม

Similar Posts

  • |

    วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างไรให้ปลอดภัย

    เมื่อคนในบ้านติดเชื้อเอชไอวี เราจะมีวิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นให้ปลอดภัยได้อย่าง โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันนั้น ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนอกจากคอยให้กำลังใจแล้ว ยังต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ และสร้างสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อ เอชไอวี ยังคงมีมาก และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในทุกๆ วัน แต่ยังคงไม่มีตัวยา ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการแย่ลง และสามารถใช้ชีวิต ได้อย่างปกติทั่วไป  ปัจจุบันสังคมไทยมีความเข้าใจในด้านเอชไอวีมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีความกล้าๆ กลัวๆ อยู่ คือ ยังมีมุมมองที่ติดลบ ไม่กล้าเปิดใจ ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้มากขึ้น เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีว่าเป็นเชื้อที่ไม่ได้ติดกันง่ายๆ เอชไอวี เป็นไวรัสที่อยู่ตามสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็น เลือด น้านม อสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำในทวาร หรือน้ำลาย เป็นต้น โดยสามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง คือ  ทางการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน จากแม่สู่ลูก จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เพราะเป็นการส่งต่อเชื้อทางเลือด อะไรก็ตาม ที่สัมผัสกับเลือดก็มีโอกาสเสี่ยง ถ้าหากผิวหนังของเรา สัมผัสกับเลือดผู้ติดเชื้อ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย เพราะผิวหนังของเรา สามารถกันเชื้อไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าเกิดคุณมีแผลตามผิวหนัง ก็มีโอกาสเสี่ยง…

  • อยากตรวจเอชไอวี แต่ไม่อยากไปคลินิก ชุดตรวจเอชไอวี ช่วยคุณได้

    การตรวจเอชไอวี เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของการดูแลสุขภาพทางเพศ แต่ในความเป็นจริง หลายคนยังลังเล ไม่กล้า หรือไม่สะดวกเดินทางไปตรวจที่คลินิกหรือสถานพยาบาล ด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัว เวลา ความกังวลต่อการถูกตีตรา หรือแม้แต่ความกลัวต่อบรรยากาศทางการแพทย์ ด้วยเหตุนี้ ชุดตรวจเอชไอวี จึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคเหล่านี้ และทำให้การรู้สถานะเอชไอวีเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย เป็นส่วนตัว และอยู่ในมือของแต่ละคนอย่างแท้จริง บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับชุดตรวจเอชไอวี ตั้งแต่หลักการทำงาน ความน่าเชื่อถือ ข้อดี ข้อจำกัด ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมชุดตรวจเอชไอวีจึงเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่อยากตรวจ แต่ไม่อยากไปคลินิก พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ทำไมหลายคนอยากตรวจเอชไอวี แต่ไม่อยากไปคลินิก แม้ว่าบริการตรวจเอชไอวีในสถานพยาบาลจะมีมาตรฐานสูงและมีบุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้บางคนหลีกเลี่ยงการไปคลินิก ความกังวลเรื่องการถูกมองจากคนรอบข้างเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ โดยเฉพาะในสังคมที่ประเด็นเอชไอวียังคงเชื่อมโยงกับอคติและการตีตรา นอกจากนี้ เวลาและสถานที่ก็เป็นข้อจำกัดที่พบได้บ่อย หลายคนทำงานเป็นกะ ไม่มีเวลาว่างตรงกับเวลาทำการของคลินิก หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากบริการสาธารณสุข การเดินทางเพื่อไปตรวจอาจหมายถึงค่าใช้จ่ายและการลางาน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ความกลัวต่อผลตรวจและกระบวนการทางการแพทย์ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง บางคนรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องพูดคุยเรื่องพฤติกรรมทางเพศกับบุคลากรทางการแพทย์ หรือรู้สึกกดดันกับขั้นตอนการตรวจเลือดในสถานพยาบาล ปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้หลายคนเลือกเลื่อนการตรวจออกไป ทั้งที่การรู้สถานะเร็วที่สุดคือสิ่งสำคัญต่อสุขภาพในระยะยาว ชุดตรวจเอชไอวี ทำงานอย่างไร ? ชุดตรวจเอชไอวีคืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปคลินิกหรือโรงพยาบาล ชุดตรวจเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานง่าย ปลอดภัย และให้ผลเบื้องต้นภายในระยะเวลาอันสั้น หลักการทำงานของชุดตรวจเอชไอวีส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อเอชไอวี ตัวอย่างที่ใช้ตรวจอาจเป็นเลือดจากปลายนิ้วหรือสารคัดหลั่งในช่องปาก เมื่อทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ผลตรวจจะปรากฏภายในเวลาประมาณ…

  • Love2Test แพลตฟอร์มสุขภาพทางเพศที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

    ปัจจุบัน สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) และเอชไอวี (HIV) ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนทั่วโลก แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยให้มีวิธีป้องกันและรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การเข้าถึงบริการเหล่านี้ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับหลายคน Love2Test จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจหาเอชไอวีและดูแลสุขภาพทางเพศได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นส่วนตัว บทบาทสำคัญของLove2Test ในการลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีในประเทศไทย Love2Testเป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ชุดตรวจมาตรฐาน และแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพทางเพศของตนเองได้โดยไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนหรือมีไลฟ์สไตล์แบบใด Love2Testพร้อมเป็นผู้ช่วยที่เชื่อถือได้ในการดูแลสุขภาพทางเพศของคุณ Love2Test คืออะไร? Love2Testเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่พัฒนาโดย มูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) ภายใต้การนำของ คุณ ปัญญาพล พิพัฒน์คุณอานนท์ โดยมุ่งเน้นให้บริการด้านสุขภาพทางเพศแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มนี้ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เป็นส่วนตัว และปลอดภัย ช่วยให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างสะดวก ความสำคัญของการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ การตรวจหาเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การตรวจพบเชื้อในระยะแรกช่วยให้สามารถเริ่มต้นการรักษาได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อและช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีสุขภาพที่ดี ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การใช้ ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่…

  • | | | |

    Untransmittable ความสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคม

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “Untransmittable” ที่มาพร้อมแนวคิด “ตรวจไม่เจอ = ไม่แพร่เชื้อ” (U=U) ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการแพทย์และสังคมทั่วโลก แนวคิดนี้ไม่เพียงแค่ช่วยปรับปรุงชีวิตของผู้ติดเชื้อ HIV แต่ยังเปลี่ยนแปลงทัศนคติและการยอมรับในสังคมต่อผู้ที่มีเชื้อ HIV ด้วย

  • | | | |

    การทำความเข้าใจกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่เป็นกลุ่ม U=U

    เมื่อเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าไปสู่ร่างกาย จะเข้าทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ร่างกาย จึงทำให้ผู้ป่วยมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงจนในที่สุด ร่างกายของผู้ป่วย ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกายได้ และอาจเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ เช่น วัณโรค เชื้อรา ปอดบวม เป็นต้น โดยส่วนมากผู้ป่วยจะมีปริมาณของไวรัส ในเลือดมากกว่า 200-1,000 ตัว ต่อซีซีของเลือด แต่ะเมื่อได้เข้ารับการรักษา ทำให้มีปริมาณของเชื้อไวรัส ในเลือดต่ำกว่า 50 ตัวต่อซีซีของเลือด โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เราจะเรียกกันว่า ตรวจไม่เจอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เชื้อที่อยู่ภายในร่างกายได้หมดไปแล้ว เพียงแต่ จะมีปริมาณที่เหลือน้อยมาก ๆ จนทำให้ตรวจไม่เจอ U=U คืออะไร U = U หรือ Undetectable = Untransmittable  หรือ ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่ U ตัวแรกคือ Undetectable หมายถึง ตรวจไม่เจอเชื้อ และ U…

  • โรคเอดส์ (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome)

    คนส่วนใหญ่มักจะเข้าผิดว่าผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอด์ เป็นโรคเดียวกัน จริงๆ แล้วผู้ที่ได้รับเชื้อเชื้อเอชไอวี ระยะแรกจะยังไม่เป็นโรคเอดส์จนผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จนผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ จึงจะเรียกว่า ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคเอดส์คืออะไร? โรคเอดส์ (AIDS หรือ Acquired Immune Deficiency Syndromes)       A = Acquired    หมายถึง สภาวะที่เกิดขึ้นมาภายหลัง ไม่ได้มีมาแต่กำเนิด       I = Immune     หมายถึง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือภูมิต้านทานของร่างกาย       D = Deficiency  หมายถึง ความเสื่อมลง       S = Syndrome   หมายถึง กลุ่มอาการ หรืออาการหลาย ๆ อย่างไม่เฉพาะระบบใดระบบหนึ่ง โรคเอดส์  คือ กลุ่มอาการของโรคฉวยโอกาส เกิดจากการที่ร่างกายติดเชื้อไวรัสเอชไอวี เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อเข้าไปจนถึงระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจนทำให้ผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ลดลง จนไม่สามารถต่อสู้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย  ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนที่เรียกว่า…