โรค เริม ขึ้นซ้ำบ่อย เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีลดความถี่

โรค เริม (Herpes Simplex Virus: HSV) เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมากจนหลายคนอาจไม่ทันคิดว่าอาการแผลเล็กๆ ที่ริมฝีปาก หรือ อวัยวะเพศ จะเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิต ความจริงแล้ว โรคเริม เป็นโรคที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่งคือ การกลับมาเป็นซ้ำ แม้จะรักษาจนอาการหายดีแล้วก็ตาม ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากประสบปัญหา “เริมขึ้นซ้ำบ่อย” จนเกิดความไม่มั่นใจ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคม สุขภาพกาย ไปจนถึงสุขภาพจิตใจ คำถามสำคัญ คือ ทำไมเริมถึงกลับมาเป็นซ้ำ? อะไรเป็นตัวกระตุ้น? และเราสามารถลดความถี่ของการกำเริบได้จริงหรือไม่? บทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องของโรคเริม ตั้งแต่สาเหตุ กระบวนการเกิดโรค การกำเริบซ้ำ ปัจจัยกระตุ้นที่หลายคนมองข้าม ไปจนถึงวิธีลดความถี่ เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายของตนเองมากขึ้น และจัดการโรคเริมด้วยวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

เริม คืออะไร และเกิดจากอะไร ?

โรคเริม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งมีอยู่สองชนิดคือ HSV-1 และ HSV-2 เดิมทีเคยเชื่อกันว่า HSV-1 มักทำให้เกิดแผลที่ริมฝีปาก ส่วน HSV-2 ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ แต่ในปัจจุบันพบว่าทั้งสองชนิดสามารถเกิดได้ทั้งบริเวณปาก และอวัยวะเพศ ขึ้นอยู่กับเส้นทางการสัมผัสและพฤติกรรมทางเพศของแต่ละคน เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางไปตามเส้นประสาท และแฝงตัวอยู่แบบเงียบๆ โดยไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกาย แม้ว่าแผลจะหาย แต่เชื้อในเส้นประสาทยังคงมีชีวิต และสามารถถูกกระตุ้นให้กลับมาแสดงอาการได้เรื่อยๆ ทำให้เกิดลักษณะ “ขึ้นซ้ำบ่อย” ตามที่หลายคนคุ้นเคย อาการเฉียบพลันครั้งแรกมักรุนแรงที่สุด เช่น ปวดแผลมาก บวม มีไข้ หรือปวดเมื่อยตามตัว แต่การกำเริบครั้งต่อๆ ไปมักมีอาการเบากว่า

ทำไมโรคเริมถึงขึ้นซ้ำบ่อย ?

เริม มีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ คือ การกำเริบซ้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากธรรมชาติของเชื้อ HSV ที่สามารถหลบซ่อนอยู่ในเส้นประสาทได้ เมื่อร่างกายมีภาวะบางอย่างกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันลดลงหรือเส้นประสาทถูกกระตุ้น เชื้อไวรัสจะ “ตื่นขึ้นมา” และเคลื่อนลงสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดแผลเริมขึ้นอีกครั้ง หลายคนอาจรู้สึกว่าตนเองรักษาเริมจนหายหมดแล้ว แต่กลับพบว่าแผลเกิดซ้ำในตำแหน่งเดิม หรือใกล้เคียงเดิมอยู่บ่อยครั้ง ความจริงแล้วการรักษาในปัจจุบันสามารถบรรเทาอาการและลดระยะเวลาของการกำเริบ แต่ยังไม่สามารถกำจัดไวรัสที่หลบซ่อนอยู่ในเส้นประสาทได้ จำนวนครั้งของการกำเริบในแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนเป็นปีละครั้ง บางคนเดือนละครั้ง และบางคนอาจกลับมาเป็นซ้ำภายในไม่กี่สัปดาห์ ปัจจัยเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ สภาพร่างกาย ภูมิคุ้มกัน พฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเครียด และพันธุกรรมบางอย่างที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ โรค เริม กำเริบซ้ำ

แม้เชื้อไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ในเส้นประสาท แต่การกำเริบของโรคเริมมักถูกกระตุ้นโดยปัจจัยบางอย่างที่มีผลต่อร่างกายหรือต่อระบบภูมิคุ้มกัน ปัจจัยเหล่านี้มักทำให้หลายคนมีอาการเริมขึ้นซ้ำในช่วงเวลาที่ไม่คาดคิด หนึ่งในปัจจัยที่พบบ่อยที่สุด คือ ความเครียด ทั้งความเครียดทางร่างกายและจิตใจ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียดจากงาน สอบ หรือมีเหตุการณ์กดดันในชีวิต นอกจากนี้ การเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ การทำงานหนักเกินไป หรือการอดนอนเรื้อรังสามารถลดประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันและเปิดโอกาสให้เริมกำเริบได้ง่ายขึ้น

การสัมผัสแสงแดดจัด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เริมริมฝีปากเกิดซ้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางหรือใช้ชีวิตกลางแจ้งบ่อย แสง UV สามารถทำให้ผิวหนังอ่อนแอและกระตุ้นเชื้อไวรัสได้เช่นกัน ส่วนในกรณีของ เริมที่อวัยวะเพศ การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงหรือเสียดสีมากเกินไปอาจทำให้ผิวเป็นรอยและกระตุ้นการกำเริบของโรคได้ ในผู้หญิง ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือนหรือความเครียดทางฮอร์โมนอื่นๆ อาจทำให้เริมกำเริบซ้ำเป็นประจำเดือนต่อเดือน นอกจากนี้ การบาดเจ็บที่บริเวณที่เคยเป็นแผลเริม รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ผิวที่ระคายเคืองก็เป็นตัวกระตุ้นได้เช่นกัน

อาการของโรคเริมเมื่อกำเริบซ้ำ

แม้ว่าในครั้งแรกของการติดเชื้อ โรคเริมมักแสดงอาการรุนแรงกว่า แต่เมื่อกำเริบซ้ำ อาการมักมาในรูปแบบที่เบากว่าแต่มีรูปแบบเฉพาะที่ควรสังเกต เพื่อให้เริ่มการรักษาได้ทันทีและลดระยะเวลาของการกำเริบ อาการเตือนล่วงหน้าเป็นลักษณะสำคัญของการเกิดซ้ำ เช่น รู้สึกแสบร้อน คัน หรือเสียวบริเวณที่เคยเป็นแผลเริมมาก่อน หากสังเกตได้เร็ว การใช้ยาต้านไวรัสทันทีสามารถช่วยลดความรุนแรง และระยะเวลาของอาการได้อย่างมาก เมื่อแผลปรากฏ มักเริ่มจากตุ่มน้ำใสเล็กๆ ที่แตกออกกลายเป็นแผลตื้นๆ มีอาการปวดหรือแสบร่วมด้วย แผลเหล่านี้มักเกิดในบริเวณเดิมหรือใกล้เคียงเดิมเสมอ เพราะเชื้อไวรัสหลบซ่อนในเส้นประสาทเส้นเดิม แผลจากเริมริมฝีปากมักส่งผลต่อความมั่นใจในการพบปะผู้คน ส่วนเริมอวัยวะเพศอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดขณะเดินหรือปัสสาวะ ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมประจำวันอย่างมาก แม้อาการจะหายภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ แต่ผลกระทบทางอารมณ์และความวิตกกังวลอาจยืดเยื้อกว่านั้น

ผลกระทบของโรคเริม

โรคเริมไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อด้านจิตใจ สังคม และความสัมพันธ์ของผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อยๆ ในเชิงร่างกาย โรคเริมทำให้รู้สึกเจ็บ ปวด แสบร้อน และไม่สบายตัว ซึ่งอาจรบกวนการทำงาน การเรียน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ หากมีแผลบริเวณอวัยวะเพศอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเพศ ทำให้รู้สึกกังวลและไม่มั่นใจในการมีความสัมพันธ์กับคู่ของตนเอง

ผลกระทบด้านจิตใจเป็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม ผู้ป่วยจำนวนมากรู้สึกละอายหรือกลัวการถูกเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเริม ทำให้พยายามปิดบังหรือหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคู่หรือคนใกล้ชิด แม้ว่าเริมจะเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปและไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่ความรู้สึกอับอายหรือกลัวการถูกตีตราสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้มาก ในด้านสังคม ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคเริมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองถูกแยกออกจากผู้อื่น ทั้งที่ความจริงแล้วเริมสามารถจัดการได้และไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตระยะยาวหากรู้จักดูแลตนเองอย่างถูกต้อง

วิธีลดความถี่ของ โรค เริม กำเริบที่ได้ผลจริง

แม้ไม่สามารถกำจัดเชื้อเริมออกจากร่างกายได้ แต่การลดความถี่ของการกำเริบสามารถทำได้จริงหากรู้จักวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง การใช้ยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำแพทย์เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุด โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการกำเริบมากกว่า 6 ครั้งต่อปี หรือมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน การดูแลสุขภาพให้ภูมิคุ้มกันสมดุลเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น การพักผ่อนเพียงพอ นอนหลับให้ได้คุณภาพ เลี่ยงความเครียด และออกกำลังกายอย่างสมดุล หากรู้ว่าตัวเองมีปัจจัยกระตุ้น เช่น แดดจัดหรืออาการเจ็บป่วย ควรมีการป้องกันล่วงหน้า เช่น ใช้ลิปกันแดดหรือทาครีมกันแดดบริเวณริมฝีปากเมื่ออยู่กลางแจ้งนานๆ

การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้บริเวณผิวเกิดรอยหรือระคายเคือง เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแรงหรือการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงเกินไปก็สามารถลดการกำเริบได้เช่นกัน ในผู้หญิงที่มีอาการกำเริบช่วงมีประจำเดือน การเตรียมตัวยาต้านไวรัสไว้ล่วงหน้าอาจช่วยลดอาการได้

การรักษาโรคเริมและการจัดการอาการกำเริบ

ปัจจุบันมียาต้านไวรัสหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคเริม เช่น acyclovir, valacyclovir และ famciclovir โดยแพทย์จะเลือกใช้ตามระดับความรุนแรง และความถี่ของการกำเริบ การรักษาแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ คือ การรักษาเฉพาะตอนกำเริบ และการรับประทานยาแบบป้องกันเพื่อกดไวรัสในผู้ที่มีอาการถี่มาก

การรักษาเฉพาะตอนกำเริบต้องเริ่มภายในช่วงอาการนำ เช่น ชา คัน หรือแสบร้อน ก่อนที่ตุ่มน้ำจะเกิด เพื่อให้ผลดีที่สุด ส่วนการใช้ยาแบบป้องกันในระยะยาวสามารถลดการกำเริบได้มากถึง 70-80% และยังลดการแพร่เชื้อได้อีกด้วย นอกจากยาแล้ว การดูแลแผลอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เช่น รักษาความสะอาด ไม่แกะเกา ไม่ใช้น้ำร้อนจัดล้างแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลบริเวณนั้นเพื่อลดการแพร่เชื้อไปส่วนอื่นของร่างกายหรือสู่ผู้อื่น

แนวทางการป้องกัน โรค เริม

แม้โรคเริมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่การป้องกันไม่ให้กำเริบ และการใช้ชีวิตอย่างมั่นใจสามารถทำได้ไม่ยาก หากมีความรู้และจัดการตัวเองอย่างถูกต้อง การดูแลสุขภาพพื้นฐาน เช่น นอนหลับเพียงพอ ออกกำลังกาย และจัดการความเครียดสามารถช่วยให้ภูมิคุ้มกันคงที่ ลดโอกาสการกำเริบได้อย่างมาก การใช้ลิปกันแดดหรือครีมกันแดดบริเวณริมฝีปากทุกครั้งที่ออกแดดจัดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้มากสำหรับผู้ที่เป็นเริมริมฝีปากบ่อยๆ

การสื่อสารกับคู่เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเริมอวัยวะเพศ การพูดคุยตรงไปตรงมาพร้อมข้อมูลที่ถูกต้องสามารถลดความกังวลใจและช่วยให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น การใช้ถุงยางอย่างสม่ำเสมอสามารถลดการแพร่เชื้อได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% เพราะเริมสามารถอยู่บนผิวที่ถุงยางไม่ครอบคลุม อย่างไรก็ตาม การใช้ถุงยางยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการป้องกันโรคจากการสัมผัสต่างๆ

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

โรคเริมเป็นโรคที่พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด และสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ง่ายเนื่องจากลักษณะการหลบซ่อนของเชื้อในระบบประสาท แม้ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ แต่การดูแลตนเองอย่างถูกต้อง การสังเกตอาการ และการใช้ยาต้านไวรัสเมื่อจำเป็น สามารถลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบได้อย่างมาก

Similar Posts

  • โรคหูดหงอนไก่ คืออะไร? รู้ไว้ ป้องกันได้!

    โรคหูดหงอนไก่ (Genital Warts) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่พบได้บ่อยและมีผลกระทบต่อทั้งผู้ชายและผู้หญิงทั่วโลก โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งสามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่ติดเชื้อ โรคหูดหงอนไก่ถือเป็นปัญหาสำคัญด้านสุขภาพทางเพศ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความไม่สบายกายและจิตใจแล้ว ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนบางชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งที่อวัยวะเพศในระยะยาว โรคหูดหงอนไก่ เกิดจากอะไร? โรคหูดหงอนไก่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ซึ่งมีมากกว่า 200 สายพันธุ์ แต่มีเพียงบางสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ โดยส่วนใหญ่เกิดจากสายพันธุ์ HPV-6 และ HPV-11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม บางสายพันธุ์ เช่น HPV-16 และ HPV-18 อาจทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งอวัยวะเพศ และมะเร็งบริเวณอื่นๆ ได้ในระยะยาว การแพร่กระจายของเชื้อ HPV HPV สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทาง: อาการของโรคหูดหงอนไก่ อาการของโรคหูดหงอนไก่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ แต่ยังคงสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ อาการที่พบบ่อย ได้แก่: การวินิจฉัย โรคหูดหงอนไก่ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคหูดหงอนไก่ได้โดย: การรักษา…

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted diseases)

    โรคที่ติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งโดยผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แล้วทำให้เกิดโรค ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ทำให้เกิดภาวะการมีบุตรยาก ทุพลภาพและอาจตายได้ ซึ่งมผลกระทบต่อภาวะสุขภาพกาย และจิตใจและสุขภาพที่รุนแรงต่อทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กได้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted diseases: STD) คือกลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศกับคนที่เป็นโรค หรือคนที่ติดเชื้อ ทั้งจากการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และสามารถติดต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ ผ่านการถ่ายโอนเลือด หรือการใช้เข็มร่วมกันได้เหมือนกัน สาเหตุของโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการแบบใดสงสัยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์   อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินหรือฉีดยาปฏิชีวนะให้ครบตามแพทย์สั่ง และให้ความสำคัญกับการพาคู่นอนมารับการตรวจรักษา ส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิดจะอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต เช่น เริม การรักษาจะช่วยควบคุมอาการโรคได้ แต่การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เอชพีวี ร่างกายอาจกำจัดเชื้อได้เอง หากกำจัดไม่ได้เชื้ออาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งในอนาคต  การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์   การปฏิบัติตัวของผู้ที่เป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใครควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจจากอะไร? การตรวจสามารถทำได้หลายวิธี แพทย์จะเลือกการตรวจที่เหมาะสมที่สุดจากการซักประวัติ ซึ่งวิธีตรวจหลักๆ จะมีดังนี้ อ่านบทความอื่นๆ…

  • |

    โรคเอดส์ ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ป้องกันได้ รักษาได้

    “โรคเอดส์” หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นคำที่หลายคนเคยได้ยินมาตั้งแต่อดีต และในบางครั้งยังถูกใช้อย่างคลาดเคลื่อน จนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ซึ่งเป็นไวรัสต้นเหตุของโรคเอดส์อย่างแท้จริง บางคนเข้าใจว่า HIV และเอดส์คือสิ่งเดียวกัน หรือเข้าใจว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้และต้องเสียชีวิตในเวลาอันสั้น แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันความรู้ทางการแพทย์ได้พัฒนาไปไกลมาก บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคเอดส์ อย่างถูกต้อง แยกให้ออกระหว่างการติดเชื้อ HIV กับการเป็นเอดส์ พร้อมทั้งพูดถึงวิธีการป้องกัน การรักษา และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน HIV และเอดส์ ต่างกันอย่างไร ? HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือไวรัสที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ระยะของโรคเอดส์ AIDS หรือ “โรคเอดส์” เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV ซึ่งภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอจนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคฉวยโอกาสอื่น ๆ ได้ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ…

  • หนองใน (Gonorrhea) | โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง

    หนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ส่วนใหญ่ติดต่อกันผ่านทางเพศสัมพันโดยไม่ได้ป้องกัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด หนองจากอวัยวะเพศ หรือมีตกขาวผิดปกติออกมาทางช่องคลอด หนองในสามารถพบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้การติดเชื้อลุกลามหรือมีภาวะแทรกซ้อนได้ ซึ่งหนองในแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ การวินิจฉัยหนองใน หนองใน สามารถตรวจวินิจฉัยได้โดยการเก็บตัวอย่างปัสสาวะส่งเพาะเชื้อ แต่หากมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือมีอาการแสดงบริเวณช่องปากหรือลำคอ อาจเก็บตัวอย่างจากลำคอ หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือมีอาการแสดงบริเวณทวารหนัก อาจเก็บตัวอย่างจากทวารหนัก หากมีอาการหนองในแสดงบริเวณอวัยวะเพศ อาจเก็บตัวอย่างจากปลายองคชาต หรือบริเวณปากมดลูก อาการหนองใน อาการในเพศชาย อาการในเพศหญิง การติดเชื้อทางทวารหนัก หนองในแท้และหนองในเทียม ต่างกันอย่างไร ? การป้องกันหนองใน การรักษาหนองใน หนองในสามารถรักษาได้ ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ รวมถึงใช้การรักษาอื่นๆควบคู่เพื่อบรรเทาอาการและลดภาวะแทรกซ้อนของโรค หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเร็ว สามารถหายได้เร็ว แต่อาการความเสียหายของเนื้อเยื่อต้องใช้เวลาให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง สำหรับผู้ติดเชื้อหนองใน แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วย เช่น เอชไอวี(HIV), ซิฟิลิส(Syphilis) อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม ถึงแม้ว่า “หนองใน” จะสามารถรักษาได้…

  • รักษาหูดข้าวสุก ด้วยตัวเอง ทำได้หรือไม่

    หลายคนสงสัยว่าการ รักษาหูดข้าวสุก นั้นสามารถทำได้ด้วยตัวเองจริงหรือเปล่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทำได้ยากเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าติดเชื้อมาตอนไหน และลักษณะของตุ่มก็มีความคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังชนิดอื่นด้วย หากคิดจะ รักษาหูดข้าวสุก ควรทำการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้โดยตรงจะดีที่สุด ซึ่งวันนี้ เราจะมาแนะนำเรื่องเกี่ยวกับการรักษาหูดข้าวสุกและการป้องกันที่คุณควรรู้เพื่อจะได้ห่างไกลจากโรคนี้ได้ครับ หูดข้าวสุก คือโรคอะไรกันแน่? โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Molluscum Contagiosum Virus : MCV (มอลลัสคุม คอนทาจิโอซุมไวรัส) เป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในกลุ่มพอกซ์ไวรัส (Poxvirus) ที่มักพบในบริเวณผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น โดยจะแบ่งออกเป็นไวรัส MCV 4 ชนิดย่อย แต่ชนิดที่ 1 จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดหูดข้าวสุกได้มากกว่า 95% แลไวรัสนี้ไม่มีผลต่อระบบภายในร่างกาย รวมไปถึงไม่แพร่กระจายโดยการจามหรือไอ ถือเป็นโรคผิวหนังที่สามารถติดต่อกันได้ในทุกเพศทุกวัย ซึ่งเชื้อจะเข้าไปในบริเวณผิวหนังที่เป็นแผล ลอก แตก จนทำให้เกิดตุ่มเนื้อ และมีรอยนูนขนาดเล็กทั่วร่างกาย แต่จะไม่ขึ้นตุ่มที่ฝ่ามือฝ่าเท้า เหมือนกับโรคซิฟิลิส และไม่ได้ส่งผลต่อระบบอวัยวะภายในมากนัก อาการของโรคหูดข้าวสุก ถึงแม้ว่า โรคนี้จะไม่ได้มีอาการที่รุนแรง แต่ทุกคนก็ควรได้รับการ รักษาหูดข้าวสุก ระยะฟักตัวตั้งแต่ได้รับเชื้อไวรัสนี้มาจะเกิดอาการประมาณ 14 วันขึ้นไป ถึง 6 เดือน โดยอาการที่อาจสังเกตพบได้ มีดังต่อไปนี้…

  • กามโรคเป็นแล้วรักษาหายได้ไหม?

    กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคหรือคนที่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก เดิมมีชื่อว่า กามโรค (venereal diseases) ในปัจจุบันมีการค้นพบโรคในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (sexually transmitted infections, STIs) โรคที่สำคัญคือ ซิฟิลิส หนองในแท้ หนองในเทียม เริม และเอชพีวี กามโรค (Venereal Disease)  คืออะไร กามโรค (Venereal Disease) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) หรือการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) เป็นโรคที่แพร่เชื้อกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทั้งการสอดใส่ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทำออรัลเซ็กส์ ซึ่งติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสผิวหนังที่เป็นโรค หรือสัมผัสเลือด อสุจิ เมือกในช่องคลอด และของเหลวอื่น ๆ ที่มาจากร่างกาย ทั้งนี้ กามโรคติดต่อกันได้โดยไม่ใช่จากการร่วมเพศเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการติดต่อทางสายเลือด การถ่ายเลือด การใช้เข็มหรือสิ่งของที่สัมผัสเลือด มูก หรือของเหลวของผู้ป่วยที่มีเชื้อ กามโรคเชื้อร้ายกลายพันธุ์ พัฒนาเป็น ซูเปอร์กามโรค 4 ชนิด 1….