ทำไม คุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องตรวจ HIV

การตรวจ HIV สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ HIV จากแม่ไปยังลูกน้อย ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือการให้นมบุตรได้ ซึ่งประเภทของการแพร่เชื้อชนิดนี้ เรียกว่า การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ในบทความนี้ เราจะบอกเหตุผลที่ทำไมผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่วางแผนจะมีบุตร จำเป็นต้องได้รับการตรวจ HIV รวมไปถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อนี้ และมีขั้นตอนใดที่สามารถทำ เพื่อลดความเสี่ยงที่อันตรายได้

คุณแม่ตั้งครรภ์ กับการติดเชื้อ HIV

Mother to Child Transmission หรือ MTCT หมายถึง การติดเชื้อจากแม่ผู้มีเชื้อ HIV ไปยังลูกในช่วงการตั้งครรภ์ การคลอด เเละการให้นมลูกด้วยนมแม่ ในเชิงพันธุกรรมของโรคเอดส์หรือเอชไอวี การติดเชื้อ MTCT เกิดขึ้นเมื่อเชื้อไวรัสถูกส่งต่อจากแม่ผู้ติดเชื้อ HIV ไปยังลูกขณะที่อยู่ในช่วงเหล่านี้

เราสามารถป้องกันโอกาสที่คุณแม่ตั้งครรภ์ จะส่งเชื้อไปยังลูกน้อยได้ด้วยการใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่จะช่วยลดปริมาณเอชไอวีในเลือด และของเหลวในร่างกายของผู้หญิงตั้งครรภ์ และสามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อให้กับเด็กน้อยในครรภ์ได้ มีการแนะนำการปฏิบัติอื่นๆ เช่น การผ่าตัดคลอด และการงดให้นมเด็กด้วยนมแม่ เพื่อป้องกันและรักษาอย่างเหมาะสม โอกาสของ MTCT จะลดลงอย่างมาก ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ ที่ติดเชื้อเอชไอวี มีลูกที่มีสุขภาพแข็งแรง และไม่ติดเชื้อเอชไอวี

ทำไม คุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องตรวจ HIV?

ผู้หญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับการตรวจเอชไอวี เพราะเอชไอวีสามารถติดต่อจากผู้หญิงตั้งครรภ์ ไปยังทารกของเธอได้ ในช่วงการตั้งครรภ์ การคลอดลูก หรือการให้นมบุตร แต่หากได้รับการดูแลรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ที่เหมาะสม อาการติดเชื้อที่สามารถส่งต่อจากแม่ไปยังลูกน้อยจะลดลงอย่างมาก

หากคุณแม่ตั้งครรภ์ ติดเชื้อเอชไอวี และไม่ได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเหมาะสม จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไปยังทารกของเธออย่างมาก ในความเป็นจริง โดยไม่มีการแทรกแซงใดๆ ความเสี่ยงที่จะส่งต่อโรคจากแม่ไปยังลูกน้อยนั้นประมาณ 15-45% ดังนั้น แนะนำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ ทุกคนทำการตรวจเอชไอวี เป็นส่วนประกอบของการดูแลสุขภาพเป็นประจำก่อนคลอด หากพบว่าติดเชื้อเอชไอวี จะสามารถได้รับการดูแลและรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสม เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสไปยังทารกของเธอ และป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพของตนเองในอนาคต

การวินิจฉัยการติดเชื้อ HIV ใน คุณแม่ตั้งครรภ์

การตรวจเชื้อเอชไอวีระหว่างการฝากครรภ์เป็นวิธีที่พบได้มากที่สุดในการวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ การทดสอบจะตรวจพบเอ็นไซม์ที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือความเป็นมาตรฐานของสารพันธุกรรมเอชไอวีในเลือด หากผู้หญิงทดสอบพบว่าติดเชื้อเอชไอวีระหว่างการตั้งครรภ์ จะต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาค่าไวรัสเอชไอวีในเลือด (จำนวนของเชื้อไวรัสในเลือด) และการนับเซลล์เอชไอวี CD4 (การวัดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน) การตรวจเชื้อเหล่านี้จะช่วยกำหนดการดูแลและการรักษาที่เหมาะสมที่จะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไปยังทารกและป้องกันการเสียชีวิตของแม่

การรักษาและดูแล คุณแม่ตั้งครรภ์ ที่ติดเชื้อเอชไอวี

การรักษาเชื้อเอชไอวีในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ด้วยการใช้ยาต้านไวรัสเอนตี้รีโทรไวรัส (ART) เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ตั้งครรภ์ การใช้ยา ART เป็นการใช้ร่วมกันของหลายชนิดของยาที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อไวรัส ลดจำนวนของเชื้อไวรัสในเลือดและของออกซิเจนของแม่และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไปยังทารกการใช้ ART มักจะเริ่มต้นในช่วงตั้งครรภ์และต่อเนื่องไปยังช่วงคลอดและหลังคลอด ในบางกรณีอาจแนะนำการผ่าตัดคาดคลอดก็ได้เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อระหว่างการคลอด ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอชไอวีแนะนำให้หลีกเลี่ยงการให้นมบุตร เนื่องจากอาจทำให้เชื้อไวรัสถูกส่งต่อไปยังทารกได้

ประโยชน์ในการตรวจ HIV

  • การตรวจพบเชื้อเอชไอวีในคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่รวดเร็ว สามารถลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อจากแม่ไปยังทารกได้
  • การวินิจฉัย และรักษาโรคเอชไอวีจะช่วยป้องกัน หรือเลื่อนการเริ่มต้นของโรคที่เกี่ยวกับเอชไอวีในแม่ได้
  • ช่วยให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ ได้รับการดูแลและรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมเพื่อปกป้องสุขภาพของทั้งคู่
  • ผู้หญิงที่ตรวจพบเชื้อเอชไอวีในช่วงการตั้งครรภ์ สามารถรับการปรึกษาและการสนับสนุน เพื่อช่วยให้พวกเขาเผชิญกับการวินิจฉัยและจัดการโรคได้
  • การตรวจเอชไอวีระหว่างการตั้งครรภ์ ยังช่วยลดความเสียหายที่เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโดยการเพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของการตรวจและการวินิจฉัยในช่วงเร็ว
  • การตรวจและรักษาโรคเอชไอวีในผู้หญิงตั้งครรภ์ ในช่วงเวลาที่รวดเร็วสามารถเพิ่มโอกาสให้แม่มีการตั้งครรภ์ที่เหมาะสมและเกิดบุตรที่มีสุขภาพแข็งแรงได้

การป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกด้วยเชื้อเอชไอวี

นอกจากการใช้ยาต้านเอชไอวีแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากแม่ไปยังลูก เช่น

  • การป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP): PrEP เป็นยาที่สามารถทานได้เฉพาะคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ เมื่อมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อในช่วงการตั้งครรภ์ บางครั้ง PrEP จะเป็นทางเลือกที่แนะนำ
  • การป้องกันหลังถูกเชื้อ (PEP): PEP เป็นยาที่สามารถทานได้เฉพาะคนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี แต่ได้รับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เมื่อมีการสัมผัสกับเชื้อเอชไอวี ในช่วงการคลอดหรือเหตุการณ์อื่น ๆ
  • การคลอดด้วยวิธีผ่าทำคลอด: บางกรณีอาจแนะนำให้ใช้วิธีผ่าทำคลอด (C-section) เพื่อลดโอกาสในการแพร่เชื้อในช่วงการคลอด วิธีการผ่าทำคลอดสามารถสำคัญมากสำหรับผู้หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีปริมาณที่สูง (High Viral Load) หรือที่ไม่เคยได้รับการรักษาที่เหมาะสมมาก่อนหน้านี้
  • หลีกเลี่ยงการให้นมบุตร: คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการให้นมลูก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังเด็กน้อย ควรใช้วิธีการให้นมอื่น เช่น นมสูตร นมผง หรือนมจากผู้บริจาคแทน

อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อาการซึมเศร้า ของผู้ติดเชื้อ HIV เอาชนะอย่างไร?

อะไรคือ เพร็พกับเป๊ป

ถ้าถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวี ระหว่างการตั้งครรภ์ อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า และท้อแท้ใจได้ แต่ด้วยการดูแลรักษาทางการแพทย์ และการสนับสนุนที่เหมาะสมจากสามี หรือครอบครัว คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี ยังสามารถมีการตั้งครรภ์ที่ดี และสามารถคลอดลูกออกมาเป็นเด็กที่แข็งแรงได้ การทำการตรวจโรค การวินิจฉัยเร็ว การให้ยารักษาอาการเอชไอวี (ART) และการเลือกวิธีการคลอด การให้นมบุตรที่เหมาะสม สามารถลดความเสี่ยงของการติดเชื้อระหว่างแม่และเด็กลงได้ สำคัญคือ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ที่เป็นเจ้าของไข้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีสุดครับ

Similar Posts

  • โรคเอดส์ (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome)

    คนส่วนใหญ่มักจะเข้าผิดว่าผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอด์ เป็นโรคเดียวกัน จริงๆ แล้วผู้ที่ได้รับเชื้อเชื้อเอชไอวี ระยะแรกจะยังไม่เป็นโรคเอดส์จนผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จนผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ จึงจะเรียกว่า ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรคเอดส์คืออะไร? สาเหตุของโรคเอดส์ มาจากการได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี ผ่านทางการรับของเหลว เช่น เลือด น้ำนมแม่ น้ำอสุจิ ของเหลวในช่องคลอด โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะได้รับผ่านจากการมีเพศสัมพันธ์ และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับบุคคลอื่น ทั้งนี้การที่ไวรัสส่งผ่านทางของเหลวทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี สามารถส่งผ่านเชื้อไวรัสจากแม่ไปยังลูกในครรภ์ หรือผ่านทางน้ำนม ได้เช่นกัน  อาการของโรคเอดส์ อาการโรคเอดส์ระยะเริ่มแรก หรือเรียกระยะเฉียบพลัน ในระยะแรกนี้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี จะมีอาการไข้ เจ็บคอ ผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นอาการตอบสนองของร่างกายจากการได้รับเชื้อ อาการท้องเสียของคนเป็นเอดส์ จะมีอาการถ่ายเหลว มีน้ำเยอะมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรืออาจมีมูกเลือดปนออกมาด้วยในบางครั้ง อาการท้องเสียมักจะเกิดร่วมกันกับอาการไข้และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว โรคเอดส์ และการติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดการอักเสบ และติดเชื้อในร่างกายและกระจายสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดภาวะช็อกและอวัยวะภายในล้มเหลวได้ อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์ เมื่อรู้ตัวว่ามีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี หรือหากน้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีไข้หลายสัปดาห์ติดต่อกัน ท้องเสียเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอหรือขาหนีบโต ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค  การรักษาโรคเอดส์ การรักษาโรคเอดส์ด้วยการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีกับผู้ป่วย โดยผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องไปตลอดชีวิต…

  • Viral Load สูงหรือต่ำ บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ

    คำว่า Viral Load กลายเป็นหนึ่งในคำศัพท์ทางการแพทย์ที่ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อสังคมให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการจัดการโรคติดเชื้ออย่างเป็นระบบมากขึ้น ViralLoad คือค่าที่ใช้วัดปริมาณไวรัสในเลือด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของการติดเชื้อ ตอบสนองต่อการรักษา และแนวโน้มสุขภาพในอนาคตของผู้ป่วยอย่างแม่นยำ ตัวเลขที่สูงหรือต่ำไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลในรายงานผลตรวจ แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยง การฟื้นตัว ความสามารถในการใช้ชีวิตปกติ และศักยภาพในการแพร่เชื้อของไวรัส การทำความเข้าใจ ViralLoad จึงเป็นพื้นฐานที่ทุกคนควรรู้ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิดหรืออยู่ในแผนการรักษาระยะยาว Viral Load คืออะไร และทำงานอย่างไรในร่างกายมนุษย์ ความหมายของViral Loadสูง และผลกระทบต่อสุขภาพ ViralLoad สูงมักหมายถึงว่า การติดเชื้ออยู่ในภาวะที่ไวรัสเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันหรืออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย หากเป็นระยะเริ่มต้นของโรค การมี ViralLoad สูงอาจทำให้เกิดอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ปวดตามร่างกาย หรือต่อมน้ำเหลืองโต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส แต่หากเป็นผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรัง การมี ViralLoad สูงอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่มากขึ้น ในมุมมองทางคลินิก ViralLoad สูงยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพการรักษา หากผู้ป่วยได้รับการรักษาแต่ค่ายังสูง อาจหมายถึงการดื้อยา การใช้ยาไม่สม่ำเสมอ หรือร่างกายดูดซึมยาได้ไม่ดีพอ การมี ViralLoad…

  • |

    วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างไรให้ปลอดภัย

    เมื่อคนในบ้านติดเชื้อเอชไอวี เราจะมีวิธีการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นให้ปลอดภัยได้อย่าง โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันนั้น ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะนอกจากคอยให้กำลังใจแล้ว ยังต้องดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีพลานามัยสมบูรณ์ และสร้างสิ่งแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยสามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง คือ  ทางการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน จากแม่สู่ลูก จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เพราะเป็นการส่งต่อเชื้อทางเลือด อะไรก็ตาม ที่สัมผัสกับเลือดก็มีโอกาสเสี่ยง ถ้าหากผิวหนังของเรา สัมผัสกับเลือดผู้ติดเชื้อ ไม่ถือว่าเป็นอันตราย เพราะผิวหนังของเรา สามารถกันเชื้อไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย แต่ถ้าเกิดคุณมีแผลตามผิวหนัง ก็มีโอกาสเสี่ยง การสัมผัสกับเชื้อ จากน้ำลายโดยการจูบ ก็ไม่ได้มีความเสี่ยง ถ้าหากจะเสี่ยง คือ ต้องจูบแบบรับน้ำลายกันต้องมีปริมาณมากเป็นลิตรถึงจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ  ออรัลเซ็กซ์ ส่วนใหญ่จะไม่ติด เว้นแต่ว่าในปากมีแผล มีเลือดออก แบบนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการติด แต่เปอร์เซ็นต์ที่จะติดเชื้อน้อย เตรียมตัวอย่างไรหากต้องอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ ผู้ที่อาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วย ดังนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะต้น ๆ ที่รับประทานยาเป็นประจำทุกวัน อาจช่วยป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามไปเป็นโรคเอดส์และทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานเหมือนคนปกติ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แม้ไข้หวัดใหญ่บางชนิดจะไม่รุนแรงสำหรับคนทั่วไป ทว่าอาจส่งผลรุนแรงต่อผู้ป่วยเอดส์หรือผู้ป่วยเอชไอวีได้ ดังนั้น คนใกล้ชิดซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจนำเชื้อโรคแพร่สู่ผู้ป่วยจำเป็นต้องป้องกันตนเองและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อีกทั้งควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดอื่น ๆ ด้วย วิธีอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์  ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์จะมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ สิ่งที่เราควรจะทำ…

  • | | |

    ทำความเข้าใจก่อนใช้ยาเพร็พ และยาเป๊ป

    สิ่งสำคัญของยาต้านไวรัสเอชไอวีคือ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี ทั้งก่อนและหลังการสัมผัสเชื้อ หากพูดถึงวิธีป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี คนส่วนใหญ่จะนึกถึงการสวมถุงยางอนามัย ซึ่งเป็นวิธีป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อที่ปลอดภัย และลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ PrEP & PEP ทำงานอย่างไร? กลไกของยา PrEP จะไปสะสมอยู่ในเม็ดเลือดขาวในเลือดและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งอวัยวะที่เป็นช่องทางเข้าของเชื้อเอชไอวี เช่น ช่องคลอด ปากมดลูก ปากทวารหนัก เยื่อบุอวัยวะสืบพันธุ์ชาย ฯลฯ เมื่อเชื้อเอชไอวี เข้าไปในร่างกายในช่องทางดังกล่าว เชื้อก็จะถูกยาที่สะสมอยู่ก่อนหน้านั้นยับยั้งไม่ให้แบ่งตัว จึงสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ได้ แต่ก่อนจะเริ่มกินยา PrEP ต้องมีการตรวจเลือดให้แน่ใจก่อนว่าไม่ได้ติดเชื้อมาก่อน หรือมีผลเลือดเป็นลบ และต้องตรวรค่าการทำงานของไต ซึ่งไม่จำเป็นต้องกินยาตลอดชีวิต แต่กินยาเฉพาะช่วงที่คิดว่าจะตัวเองจะมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ PEP ยาต้านไวรัสไอวีที่ช่วยลดโอกาสในการสร้างไวรัสเอชไอวีในร่างกายหลังจากที่ร่างกายได้รับการสัมผัสเชื้อ ซึ่งมาจากหลายรูปแบบ อาทิ การมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ป้องกัน การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรืออุบัติเหตุจากการโดนเข็มฉีดยาตำ เป็นต้น PrEP & PEP เหมาะกับใคร ใครบ้างที่ควรได้รับยา PrEP เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีสูง  PEP เหมาะสำหรับผู้ที่คาดว่ามีการสัมผัสเชื้อเอชไอวี มาภายในระยะเวลาไม่เกิน 72…

  • CD4 สำคัญอย่างไรกับผู้ติดเชื้อ HIV?

    HIV เป็นเชื้อไวรัสที่จะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค และเชื้อไวรัสต่าง ๆ เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาว ถูกทำลายจนอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะถูกเชื้อไวรัสเอชไอวีโจมตีจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้และก่อให้พัฒนาจนกลายเป็นโรคเอดส์ (AIDS) เต็มขั้น การตรวจวัดจำนวน CD3/CD4/CD8 ในกระแสเลือด ซึ่งเป็น CD ที่มีความจำเพาะกับเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันชนิดที่ต้องมีการกระตุ้น ( Adaptive Immune Response ) คือ กลุ่มเม็ดเลือดขาว ชนิดที่สร้างแอนติบอดี ( B cells ) หรือ กลุ่มเม็ดเลือดขาวที่เป็นหน่วยความจำ ( T cells ) และมีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย CD4 คืออะไร? CD4 cells ย่อมาจากคำว่า Cluster of Differentiation 4 บางครั้งถูกเรียกว่า T-cells หรือ T-helper cells  เชื้อเอชไอวีเริ่มยึดเกาะเข้ากับผนัง CD4 โดยใช้หนามที่มีอยู่รอบ ๆ เซลล์แทงยึดที่เต้ารับของ…

  • | | | |

    ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เป็นเพราะอะไรได้บ้าง?

     การตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี  ถ้าผลตรวจออกมาเป็นลบ หรือไม่เจอเชื้อ ก็เป็นการได้เริ่มต้นป้องกันตัวเองอย่างจริงจัง หรือถ้าตรวจเจอเชื้อ ก็ถือว่าเป็นการรู้ตัวก่อนที่จะป่วยขึ้นมา เพื่อได้เข้าสู่กระบวนการรักษาแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ป่วยหรือ เสียชีวิตจากโรคเอดส์ อีกทั้งสามารถป้องกันคนที่เรารักและคนอื่นๆ ไม่ให้ติดเชื้อจากเราได้ การตรวจหาเชื้อเอชไอวี สามารถแบ่ง 2 ลักษณะ คือ ตรวจคัดกรอง และตรวจยืนยัน ทำไมถึงต้องตรวจคัดกรองก่อน เพราะปัจจุบัน การตรวจยืนยัน ยังอาจใช้เวลานาน กว่าจะทราบผล และมีผู้ป่วยมารับบริการจำนวนมาก ดังนั้นหากมีการตรวจคัดกรองมาก่อน ก็จะสามารถช่วยคัดกรองผู้ป่วย ที่มีโอกาสพบเชื้อ กับผู้ที่ไม่มีโอกาสพบเชื้อ ให้สามารถเข้าสู่ระบบการตรวจรักษาได้เร็วขึ้น และลดภาระงาน ในการตรวจของเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น ตรวจเอชไอวีไม่เจอ เกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง การจะแพร่เชื้อได้นั้น จะต้องมีปริมาณของเชื้อไวรัสมากพอสมควร โดยเกณฑ์ที่ใช้เทียบเคียง คือ ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดตั้งแต่ 200 – 1,000 copies/ซีซีของเลือด จึงจะสามารถแพร่เชื้อได้ และชุดตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน สามารถตรวจได้ต่ำสุดตั้งแต่ 20-50 copies/ซีซีของเลือด ปัจจุบันวิธีการตรวจจะพัฒนาขึ้นมาก และสามารถตรวจได้เร็วสุดภายในหนึ่งสัปดาห์ ด้วยวิธีการตรวจแบบ NAT แต่หากตรวจด้วยวิธีอื่น ระยะเวลาที่ดีที่สุดที่สมควรตรวจ คือ 30…