ยาต้าน HIV กับกระดูก เกี่ยวข้องกันจริง แต่เอกสารที่เปิดอ่านได้ไม่ได้บอกให้ทุกคนไปวัดมวลกระดูก แนวทางไทยปี 2564/2565 ให้ตรวจวิตามินดี “เมื่อมีข้อบ่งชี้” และกำกับว่า “เฉพาะผู้มีความเสี่ยงต่อกระดูกหัก หรือผู้ที่สงสัยว่าจะมีภาวะพร่องหรือขาดวิตามินดี” ส่วนการวัดความหนาแน่นมวลกระดูกเขียนไว้เฉพาะเมื่อสงสัยว่าไตผิดปกติจากยา TDF (tenofovir disoproxil fumarate)

แนวทางเอชไอวีของยุโรปให้ตรวจค่าพื้นฐานของกระดูกทุก 6–12 เดือน และให้ “พิจารณา DXA ในบุคคลเฉพาะราย” โดย DXA คือการวัดมวลกระดูกด้วยเอกซเรย์ และ ART คือการรักษาด้วยยาต้านไวรัส

ภาพสรุปความสัมพันธ์ระหว่างยาต้าน HIV กับสุขภาพกระดูก พร้อมแนะนำว่าใครควรตรวจวิตามินดีหรือพิจารณาตรวจ DXA ตามข้อบ่งชี้และปัจจัยเสี่ยง

ยาต้าน HIV กับกระดูก เกี่ยวข้องกันอย่างไร

คู่มือ Bone health ของ i-Base (ปรับปรุง 1 มีนาคม 2566) เขียนว่าเอชไอวีเป็นหนึ่งในหลายภาวะที่ลดความหนาแน่นมวลกระดูกได้ และการรักษาด้วยยาต้านไวรัสก็ลดความหนาแน่นมวลกระดูกลงเล็กน้อยเช่นกัน แต่โดยทั่วไปประโยชน์ของ ART มีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงเล็กน้อยนี้ในคนส่วนใหญ่ ข้อมูลชุดเดียวกันระบุว่ามีงานวิจัยขนาดใหญ่สองงานที่รายงานมวลกระดูกที่ต่ำกว่าเล็กน้อย “ไม่ว่าจะใช้ยาเอชไอวีตัวใด” และระบุแยกว่า TDF ทำให้มวลกระดูกลดลงเล็กน้อยได้ “ส่วนใหญ่เกิดในหกเดือนแรก แต่อาจดำเนินต่อไปได้”

i-Base ยังเขียนว่าอัตรากระดูกบางและกระดูกพรุนสูงกว่าประชากรทั่วไปที่อายุและเพศเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ แล้วเขียนต่อทันทีว่ายังไม่ชัดเจนว่าอัตราที่สูงกว่านี้เกิดจากเอชไอวี จากผลข้างเคียง หรือจากการที่สุขภาพกระดูกของประชากรทั่วไปอาจแย่กว่าที่งานวิจัยเก่ากว่าบอกไว้

Quicky

ยาตัวไหนที่เอกสารระบุว่าเกี่ยวกับมวลกระดูกลดลง

แนวทางการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 (PDF กรมควบคุมโรค) มีตารางผลข้างเคียงที่จับคู่ “กระดูกบาง (Osteopenia)” กับ “tenofovir, protease inhibitors esp. lopinavir, stavudine” ตารางนี้อยู่ใน บทของเด็กและวัยรุ่น จึงยกมาใช้กับผู้ใหญ่ตรง ๆ ไม่ได้

ส่วน EACS Guidelines ฉบับ 12.0 ตุลาคม 2566 (PDF) เขียนกำกับไว้ในหมายเหตุว่าพบการสูญเสียมวลกระดูกมากกว่าเมื่อเริ่มสูตรที่มี TDF และยากลุ่ม PIs บางตัว แล้วปิดท้ายว่า “ยังไม่ได้กำหนดความสำคัญทางคลินิกต่อความเสี่ยงกระดูกหัก” และ “TAF สัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูกน้อยกว่า TDF” เรื่อง PIs มีดอกจันกำกับว่าข้อมูลยังมีจำกัด EACS ยังระบุว่าการสูญเสียมวลกระดูกเมื่อเริ่ม ART เกิด “ส่วนใหญ่ในปีแรก” ซึ่งเป็นคนละกรณีกับหกเดือนแรกของ TDF ที่คู่มือของ i-Base เขียน ไม่ใช่ข้อมูลที่ขัดกัน

แนวทางไทยให้ตรวจอะไร และให้ตรวจกับใคร

ตารางการตรวจทางห้องปฏิบัติการในบทผู้ใหญ่ มีรายการที่เป็นการประเมินกระดูกโดยตรงอยู่รายการเดียว คือ 25(OH) vitamin D ซึ่งทุกช่วงเวลาเขียนตรงกันว่า “เมื่อมีข้อบ่งชี้” และหมายเหตุกำกับว่า “เฉพาะผู้มีความเสี่ยงต่อกระดูกหัก หรือผู้ที่สงสัยว่าจะมีภาวะพร่องหรือขาดวิตามินดี” ส่วน alkaline phosphatase อยู่ในตารางเดียวกันแต่รวมอยู่ในแถว “ALT +alkaline phosphatase” ซึ่งหมายเหตุผูกไว้กับตับและผลข้างเคียงของยา ตารางนี้ไม่มีรายการ DXA ส่วนอีกตารางหนึ่งในบทเดียวกันแยกสองระดับ คือ “แนะนำตรวจ” ในผู้ที่มีประวัติเสี่ยงมวลกระดูกต่ำและ/หรือกระดูกหัก และ “อาจจะพิจารณาตรวจ” ในผู้ที่มีปัจจัยทำให้วิตามินดีต่ำ ซึ่งรายการของเอกสารรวม “ยาต้านเอชไอวีบางชนิด เช่น EFV และยากลุ่ม PIs เป็นต้น” ไว้ด้วย

การวัดความหนาแน่นมวลกระดูกอยู่ในตารางการดูแลผู้ที่สงสัยว่าจะมีภาวะไตผิดปกติจากยา TDF โดยเขียนว่า “พิจารณาภาวะโรคเกี่ยวกับไตและกระดูก ภาวะ hypophosphataemia จากไตผิดปกติ : ตรวจระดับ 25(OH) vitamin D, PTH, วัดความหนาแน่นของมวลกระดูก” และช่องพิจารณาหยุด TDF มีข้อหนึ่งว่า “Osteopenia/osteoporosis ร่วมกับมีการเพิ่มขึ้นของ urine phosphate leak” ขอบเขตคือผู้ที่สงสัยไตผิดปกติจาก TDF ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้ TDF

อีกจุดคือตารางเรื่องการเลือกยาต้านเมื่อมีโรคร่วม แถว “กระดูกบาง กระดูกพรุน หรือมีภาวะเสี่ยงต่อกระดูกหัก” ให้ “หลีกเลี่ยง TDF และใช้ ATV/r และ EFV อย่างระมัดระวัง” ด้วยเหตุผลว่า “TAF และ ABC ทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงน้อยกว่า TDF” แถวนี้อยู่ในหัวข้อว่าด้วยการใช้ยาต้านเอชไอวีในผู้สูงอายุ ซึ่งเอกสารนิยามเองว่า “ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป” คำว่าหลีกเลี่ยง TDF จึงมีขอบเขตเป็นผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม ไม่ใช่ทุกคน หากทีมรักษาเสนอให้เปลี่ยนสูตร อ่านเปลี่ยนสูตรยาต้าน HIV: เหตุผลและสิ่งที่ต้องเตรียมได้

แนวทางยุโรปให้ประเมินความเสี่ยงและ DXA อย่างไร

ตารางติดตามของแนวทางยุโรปแบ่งเรื่องกระดูกเป็นสองบรรทัด คือ bone profile ได้แก่ แคลเซียม ฟอสเฟต และ alkaline phosphatase ตรวจเมื่อวินิจฉัย ก่อนเริ่ม ART และทุก 6–12 เดือน กับการประเมินความเสี่ยงด้วย FRAX ในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี ทุก 2 ปี พร้อมหมายเหตุว่า “พิจารณา DXA ในบุคคลเฉพาะราย”

เนื้อหาในเล่มเดียวกันขยายว่าหมายถึงผู้ที่มีอย่างน้อยหนึ่งข้อจากเจ็ดข้อ ได้แก่ หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ชายอายุตั้งแต่ 50 ปี เสี่ยงหกล้มสูง ความเสี่ยงกระดูกหักเกินร้อยละ 20 ใน 10 ปีจาก FRAX โดยยังไม่ทำ DXA เคยกระดูกหักจากแรงกระแทกต่ำ มีภาวะฮอร์โมนเพศต่ำที่มีอาการ และใช้ยาสเตียรอยด์กลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์ชนิดกินต่อเนื่องนานเกินสามเดือน ในขนาดอย่างน้อยเท่ากับระดับที่แนวทางกำหนดไว้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่แพทย์หรือเภสัชกรเป็นคนเทียบให้

สิ่งที่เอกสารสองฉบับเขียนเรื่องกระดูก และขอบเขตของแต่ละฉบับ
ประเด็น แนวทางไทย 2564/2565 แนวทางยุโรป EACS
วัดความหนาแน่นมวลกระดูก เฉพาะเมื่อสงสัยไตผิดปกติจาก TDF “พิจารณา DXA” เมื่อเข้า 1 ใน 7 ปัจจัยเสี่ยง
เกณฑ์วิตามินดี พร่อง 20–30 · ขาด น้อยกว่า 20 นาโนกรัม/มล. insufficiency น้อยกว่า 20 · deficiency น้อยกว่า 10 ng/mL
เงื่อนไขที่พูดถึงการเลี่ยง TDF ตารางของผู้อายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีโรคร่วม กระดูกพรุน มวลกระดูกลดต่อเนื่อง หรือเคยกระดูกหักจากแรงกระแทกต่ำ

แถวเกณฑ์วิตามินดีต่างกันจริง และเราไม่เลือกข้างให้ สองฉบับเขียนคนละปี และไม่มีข้อความใดบอกว่าฉบับหนึ่งยกเลิกอีกฉบับ ถ้าสับสนให้ถามทีมรักษาว่าคลินิกใช้เกณฑ์ใด ส่วนคำกำกับใช้เหมือนกัน แนวทางยุโรปเขียนว่าการเสริมวิตามินดี “อาจลด” การสูญเสียมวลกระดูกเมื่อเริ่ม ART และไทยให้ “พิจารณา” ให้วิตามินดีทดแทนเมื่อพบระดับพร่อง

Love2Test

ดูแลกระดูกเองได้ตรงไหน และเมื่อไรควรบอกทีมรักษา

คู่มือของ i-Base ระบุว่าสิ่งที่ช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกคือ เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ ออกกำลังกาย และกินอาหารที่มีแคลเซียม โปรตีน และวิตามินดีเพียงพอ รวมถึงได้รับแสงแดดบ้าง แต่กำกับว่าถ้ามีกระดูกพรุนแล้ว ท่าบิดหรือยืดบางท่า “อาจไม่แนะนำ” ให้ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

เรื่องที่ควรเล่าให้ทีมรักษาโดยไม่ต้องรอนัดประจำปี ได้แก่ เคยกระดูกหักจากการล้มเบา ๆ หกล้มบ่อย ส่วนสูงลดลงชัดเจน หรือใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกินต่อเนื่อง เพราะข้อเหล่านี้อยู่ในรายการปัจจัยที่ EACS ใช้ตัดสินว่าจะตรวจเพิ่มหรือไม่ เรื่องกระดูกเป็นส่วนหนึ่งของดูแล HIV ระยะยาว: กินยา ติดตามผล และดูแลสุขภาพทั้งร่างกาย และถ้าอยากปูพื้นเป้าหมายการรักษา อ่าน ART: การรักษา HIV ที่ช่วยให้สุขภาพดีและกดไวรัสได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) ได้

ภาพตอบคำถามเรื่องการวัดมวลกระดูก กระดูกบาง และการเปลี่ยนจาก TDF เป็น TAF โดยเน้นว่าควรประเมินตามความเสี่ยงและไม่ควรเปลี่ยนยาเอง

คำถามที่พบบ่อย

กินยาต้านอยู่ ต้องไปวัดมวลกระดูกทุกคนไหม

ไม่ใช่ แนวทางไทยเขียนไว้ในกรณีสงสัยไตผิดปกติจาก TDF ส่วน EACS ใช้คำว่า “พิจารณา DXA” เมื่อเข้าอย่างน้อยหนึ่งในเจ็ดปัจจัยเสี่ยง ทั้งสองฉบับจึงเป็นการตรวจตามข้อบ่งชี้

กระดูกบางแปลว่าจะกลายเป็นกระดูกพรุนแน่นอนไหม

ไม่แน่นอน คู่มือของ i-Base เขียนว่ากระดูกบางพบได้บ่อยและ “มักไม่ต้องรักษา” และการมีกระดูกบางไม่ได้แปลว่าจะดำเนินไปสู่กระดูกพรุน ส่วนการแบ่งระดับใช้ค่า T-score คือปกติเมื่อสูงกว่า −1.0 กระดูกบางที่ −1.0 ถึง −2.5 และกระดูกพรุนเมื่อต่ำกว่า −2.5

ขอเปลี่ยนจาก TDF เป็น TAF เองเพื่อรักษากระดูกได้ไหม

ไม่ควรตัดสินใจเอง แม้เอกสารไทยเขียนว่า TAF และ ABC ทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงน้อยกว่า TDF แต่ข้อความนั้นอยู่ในตารางของผู้อายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีโรคร่วม และ EACS กำกับว่ายังไม่ได้กำหนดความสำคัญทางคลินิกต่อความเสี่ยงกระดูกหัก จึงต้องให้ทีมรักษาประเมิน

Chat Love2Test

สรุป

ข้อเท็จจริงคือทั้งเอชไอวีและการเริ่ม ART สัมพันธ์กับมวลกระดูกที่ลดลงเล็กน้อย คำแนะนำคือการตรวจเพิ่มเป็นการตรวจตามข้อบ่งชี้ ไม่ใช่ตรวจทุกคน ข้อจำกัดคือเอกสารเองบอกว่ายังไม่ชัดว่าอัตราที่สูงกว่านั้นมาจากอะไร สิ่งที่ควรทำต่อคือจดปัจจัยของตัวเอง เช่น อายุ ประวัติกระดูกหัก การหกล้ม และการสูบบุหรี่ ไปคุยในนัดถัดไป ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำสั่งใช้ยา

แหล่งอ้างอิง