ยา เพร็พ (PrEP) คืออะไร ? คู่มือสุขภาพป้องกัน HIV

ในยุคปัจจุบันที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญต่อสังคม การป้องกันล่วงหน้าเป็นหนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ยา เพร็พ (PrEP) จึงถูกพัฒนาและนำมาใช้ในวงการสาธารณสุขทั่วโลก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับยาเพร็พอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีการใช้ ประโยชน์ ผลข้างเคียง ตลอดจนการเข้าถึงบริการในประเทศไทย เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและดูแลสุขภาพได้อย่างมืออาชีพ

ความหมายและความสำคัญของ ยาเพร็พ

ยาเพร็พ (PrEP) ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis คือแนวทางป้องกันการติดเชื้อ HIV ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้ยาต้านไวรัสที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดโอกาสการติดเชื้อ HIV ได้อย่างมีนัยสำคัญ ยาเพร็พจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานด้านสุขภาพทั่วโลกแนะนำให้ใช้ในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

ยา เพร็พ ต่างจาก ยาต้านไวรัส อย่างไร ?

ยาเพร็พ (PrEP: Pre-Exposure Prophylaxis) คือ ยาที่ใช้สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ HIV โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือคู่รักที่อีกฝ่ายติดเชื้อ โดยรับประทานยาเพร็พอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างเกราะป้องกันในร่างกาย ทำให้ไวรัสไม่สามารถฝังตัวและเพิ่มจำนวนได้ หากได้รับเชื้อโดยไม่ตั้งใจ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูงเกือบ 100% เมื่อใช้ร่วมกับการป้องกันอื่น ๆ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย

ในขณะที่ ยาต้านไวรัส (ART: Antiretroviral Therapy) เป็นยาสำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV แล้ว มีหน้าที่ช่วยลดปริมาณไวรัสในร่างกาย (viral load) ให้อยู่ในระดับต่ำหรือถึงขั้นตรวจไม่พบ (Undetectable) ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นและมีชีวิตยืนยาวแล้ว ยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ด้วย เพราะเมื่อปริมาณไวรัสในร่างกายต่ำจนตรวจไม่พบ ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจะเท่ากับศูนย์ (U=U: Undetectable = Untransmittable)

ประเภทของยาเพร็พและแนวทางการใช้

เพร็พมี 2 รูปแบบหลัก คือ เพร็พรายวัน และ เพร็พแบบตามความเสี่ยง เพร็พรายวัน คือ การรับประทานยาเป็นประจำทุกวัน เพื่อสร้างระดับยาคงที่ในร่างกาย เหมาะกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง ส่วนเพร็พแบบตามความเสี่ยง ใช้เฉพาะช่วงที่คาดว่าจะมีความเสี่ยง โดยต้องรับประทานยาตามสูตร และช่วงเวลาที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ก่อนเริ่มใช้ยาเพร็พ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจหาเชื้อ HIV รวมถึงตรวจการทำงานของตับและไต หากผลตรวจผ่านเกณฑ์ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ผลข้างเคียงของยาเพร็พและการดูแลตัวเอง

การใช้ยาเพร็พโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัย และได้รับการยอมรับว่ามีผลข้างเคียงน้อย แต่ในบางรายอาจพบอาการข้างเคียงเล็กน้อยในช่วงเริ่มต้น เช่น อาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือท้องเสีย ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะค่อย ๆ หายไปภายในไม่กี่สัปดาห์ เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวกับยา อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติที่รุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับคำแนะนำและการดูแลที่เหมาะสม นอกจากนี้ การตรวจติดตามการทำงานของตับและไตอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากยาเพร็พอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะเหล่านี้ในบางกรณี

ใครเหมาะสมกับการใช้ยาเพร็พ ?

ยาเพร็พไม่ใช่ยาที่ทุกคนต้องใช้ แต่เป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ HIV โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการพิจารณาใช้ยาเพร็พ

  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้ง หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันบ่อยครั้ง
  • ผู้ที่มีคู่รักที่ติดเชื้อ HIV แม้คู่รักจะได้รับยาต้านไวรัสและตรวจไม่พบไวรัส แต่การป้องกันเพิ่มด้วยเพร็พก็ช่วยสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยมากขึ้น
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีอัตราการติดเชื้อที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วไป การใช้เพร็พจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด เนื่องจากมีโอกาสได้รับเชื้อจากการใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น
  • ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บ่อยครั้ง เพราะพฤติกรรมเสี่ยงและการมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นสัญญาณว่ามีโอกาสสัมผัสเชื้อ HIV ได้สูงขึ้น

สรุปง่าย ๆ คือ หากคุณสงสัยว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง การพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและรับยาเพร็พ อาจเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญเพื่อปกป้องสุขภาพของคุณและคนที่คุณรัก

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ยา เพร็พ

แม้ว่ายาเพร็พจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดหลายประการที่ทำให้ผู้คนอาจใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องหรือเกิดความกังวลเกินความเป็นจริง หลายคนยังเข้าใจผิดว่ายาเพร็พคือยารักษาโรค HIV แต่ความจริงแล้ว ยาเพร็พเป็นยาที่ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อในผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเท่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคได้ หากติดเชื้อ HIV แล้วจะต้องรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเฉพาะ

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบบ่อย คือ เมื่อรับประทานยาเพร็พแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัย ความจริงคือ การใช้ยาเพร็พช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ แต่ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ ได้ เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือเริม ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยควบคู่กันจึงยังเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อความปลอดภัยรอบด้าน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ยา เพร็พ

หยุดใช้ยาเพร็พได้เมื่อใด?

  • สามารถหยุดได้เมื่อพ้นช่วงความเสี่ยง แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์

หากลืมรับประทานยาเพร็พควรทำอย่างไร?

  • ควรรับประทานทันทีที่นึกได้ หากเกิน 12 ชั่วโมง ให้ข้ามไปและรับประทานตามปกติในมื้อถัดไป

ยาเพร็พส่งผลต่อตับและไตหรือไม่?

  • พบได้น้อยมาก แต่ควรตรวจการทำงานของตับและไตอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย

การตรวจสุขภาพระหว่างใช้เพร็พ

การใช้ยาเพร็พเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ การตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ใช้ยา ผู้ใช้ยาเพร็พควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อ HIV ทุก 3 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการติดเชื้อเกิดขึ้น และหากเกิดกรณีที่มีการติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังควรตรวจการทำงานของตับและไตทุก 6 เดือน เนื่องจากยามีโอกาสส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะเหล่านี้ในบางราย หากตรวจพบความผิดปกติจะได้ปรับแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม รวมถึงการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะยาเพร็พไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นได้ การติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยให้สามารถดูแลรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

การใช้ยาเพร็พ เป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่ชาญฉลาด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจและความปลอดภัยในการใช้ชีวิต หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีข้อสงสัย ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้

Similar Posts

  • อยากตรวจเอชไอวี แต่ไม่อยากไปคลินิก ชุดตรวจเอชไอวี ช่วยคุณได้

    การตรวจเอชไอวี เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของการดูแลสุขภาพทางเพศ แต่ในความเป็นจริง หลายคนยังลังเล ไม่กล้า หรือไม่สะดวกเดินทางไปตรวจที่คลินิกหรือสถานพยาบาล ด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัว เวลา ความกังวลต่อการถูกตีตรา หรือแม้แต่ความกลัวต่อบรรยากาศทางการแพทย์ ด้วยเหตุนี้ ชุดตรวจเอชไอวี จึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคเหล่านี้ และทำให้การรู้สถานะเอชไอวีเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย เป็นส่วนตัว และอยู่ในมือของแต่ละคนอย่างแท้จริง บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับชุดตรวจเอชไอวี ตั้งแต่หลักการทำงาน ความน่าเชื่อถือ ข้อดี ข้อจำกัด ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมชุดตรวจเอชไอวีจึงเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่อยากตรวจ แต่ไม่อยากไปคลินิก พร้อมข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ทำไมหลายคนอยากตรวจเอชไอวี แต่ไม่อยากไปคลินิก ชุดตรวจเอชไอวี ทำงานอย่างไร ? ชุดตรวจเอชไอวีคืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปคลินิกหรือโรงพยาบาล ชุดตรวจเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานง่าย ปลอดภัย และให้ผลเบื้องต้นภายในระยะเวลาอันสั้น หลักการทำงานของชุดตรวจเอชไอวีส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อเอชไอวี ตัวอย่างที่ใช้ตรวจอาจเป็นเลือดจากปลายนิ้วหรือสารคัดหลั่งในช่องปาก เมื่อทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ผลตรวจจะปรากฏภายในเวลาประมาณ 1 ถึง 20 นาที ขึ้นอยู่กับชนิดของชุดตรวจ ชุดตรวจเอชไอวี เหมาะกับใครบ้าง ? ชุดตรวจเอชไอวีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรู้สถานะเอชไอวีของตนเอง แต่ยังไม่สะดวกหรือไม่พร้อมเข้ารับการตรวจที่คลินิก กลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวสูงมักเลือกใช้ชุดตรวจเอชไอวี เนื่องจากสามารถตรวจได้ด้วยตนเองในสถานที่ที่รู้สึกปลอดภัย นอกจากนี้ ผู้ที่มีเวลาจำกัด ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่ต้องการตรวจซ้ำเป็นระยะเพื่อเฝ้าระวังสุขภาพของตนเอง ก็สามารถใช้ชุดตรวจเอชไอวีเป็นทางเลือกได้เช่นกัน…

  • ติดเชื้อ HIV ดูแลตัวเองอย่างไร

    การตรวจพบว่าตัวเอง ติดเชื้อ HIV และต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้ออาจเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ติดเชื้ออย่างมาก แต่ด้วยการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่มีสุขภาพดีได้ เพราะการดูแลตนเองเมื่อ ติดเชื้อ HIV เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม และการจัดการสภาพร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้ นำเสนอเคล็ดลับและกลยุทธ์ที่จำเป็น เพื่อนำทางชีวิตในฐานะบุคคลที่ ติดเชื้อ HIV ตั้งแต่การเข้าสู่กระบวนการรักษาพยาบาลและการทำความเข้าใจตัวเลือกการรักษา ไปจนถึงการใช้พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ การป้องกันการแพร่เชื้อ การจัดการสุขภาพจิตและอารมณ์ที่ดี ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งข้อมูล การสนับสนุนที่จำเป็นเพื่อช่วยให้ผู้ ติดเชื้อ HIV มีความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและมีความสุขขณะใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อเอชไอวีได้ โดยการน้อมรับแนวทางปฏิบัติในการดูแลตนเองและการรับทราบข่าวสารที่เกี่ยวข้อง

  • CD4 สำคัญอย่างไรกับผู้ติดเชื้อ HIV?

    HIV เป็นเชื้อไวรัสที่จะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค และเชื้อไวรัสต่าง ๆ เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาว ถูกทำลายจนอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะถูกเชื้อไวรัสเอชไอวีโจมตีจนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้และก่อให้พัฒนาจนกลายเป็นโรคเอดส์ (AIDS) เต็มขั้น การตรวจวัดจำนวน CD3/CD4/CD8 ในกระแสเลือด ซึ่งเป็น CD ที่มีความจำเพาะกับเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันชนิดที่ต้องมีการกระตุ้น ( Adaptive Immune Response ) คือ กลุ่มเม็ดเลือดขาว ชนิดที่สร้างแอนติบอดี ( B cells ) หรือ กลุ่มเม็ดเลือดขาวที่เป็นหน่วยความจำ ( T cells ) และมีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย CD4 คืออะไร? CD4 cells ย่อมาจากคำว่า Cluster of Differentiation 4 บางครั้งถูกเรียกว่า T-cells หรือ T-helper cells  เชื้อเอชไอวีเริ่มยึดเกาะเข้ากับผนัง CD4 โดยใช้หนามที่มีอยู่รอบ ๆ เซลล์แทงยึดที่เต้ารับของ…

  • | |

    PEP ยาเป็ปกับสิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มทาน

    ในด้านของสุขภาพ ความรู้ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว แต่มักเป็นสิ่งที่เราจะสามารถป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ในโลกนี้มีสิ่งที่สำคัญแต่มักถูกมองข้ามไปเช่น PEP คือสิ่งที่มาพร้อมกับการป้องกันในปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญนั่นคือเอชไอวี เป็ป ยังคงเป็นสิ่งที่จะสามารถต่อสู้กับเอชไอวีได้โดยให้การช่วยเหลือสำหรับบุคคลที่อาจได้รับการสัมผัสกับเชื้อไวรัส เป็ป เป็นวิธีการดูแลสุขภาพในช่วงเวลาหลังจากสัมผัสเชื้อเอชไอวีหรือหลังเกิดความเสี่ยง

  • อะไรคือ เพร็พกับเป๊ป

    เพร็พกับเป๊ป นั้นมีความแตกต่างกันในแง่ของสถานการณ์การใช้งาน ยาเพร็พ (PrEP) หรือภาษาอังกฤษที่ว่า Pre-Exposure Prophylaxis คือ ยาที่ใช้รับประทานเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนที่จะมีความเสี่ยง เรียกง่ายๆ ว่าเป็นยาที่ทานก่อนมีเซ็กส์นั่นเอง ส่วนยาเป๊ป (PEP) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Post-Exposure Prophylaxis คือ ยาที่ใช้รับประทาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังมีความเสี่ยง หรือทานในกรณีฉุกเฉินไม่เกินระยะเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งตัวยาทั้งสองนี้ช่วยให้คนที่มีความเสี่ยงสูง ในการติดเชื้อเอชไอวี ได้รับการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย เพร็พกับเป๊ป คืออะไร? ยาเพร็พนี้ จะสามารถใช้ได้กับคนที่ยังไม่มีเชื้อเอชไอวีเท่านั้น และควรสวมถุงยางอนามัยควบคู่ไปกับการทานยานี้อย่างเคร่งครัด สิ่งที่ควรรู้ไว้ทั้ง เพร็พกับเป๊ป ไม่อาจป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ในผู้หญิง โรคติดเชื้อแบคทีเรีย และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ การสวมถุงยางอนามัยจึงมีความจำเป็นอย่างมาก จำไว้ว่ายาเพร็พจะมีประสิทธิภาพดี เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ สำหรับผู้ชายควรทานยาก่อนมีความเสี่ยงล่วงหน้า 7 วัน และผู้หญิงควรทานยาก่อนมีความเสี่ยงล่วงหน้า 20 วัน เพื่อให้ตัวยาได้คงอยู่ในกระแสเลือด และทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ยาเป๊ป PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือ การใช้ยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หลัง มีความเสี่ยง…

  •  การตรวจเอชไอวี

    หากพูดถึง การตรวจเอชไอวี (HIV) หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวและหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าการตรวจเอชไอวี (HIV) นั้นยุ่งยาก ทำให้ไม่กล้ามาตรวจเพราะกลัว แต่จริงๆ แล้วการตรวจเอชไอวี HIV นั้นง่ายมาก เพียงแค่เจาะเลือดและรู้ผลได้เร็ว ที่สำคัญคนไทยทุกคน มีสิทธิตรวจฟรีถึงปีละ 2 ครั้ง แม้แต่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็สามารถเข้ารับการตรวจได้โดยไม่ต้องมีผู้ปกครองอีกด้วยทำให้การตรวจเอชไอวี (HIV) นั้นง่ายและสะดวกกว่าเดิม เอชไอวี คืออะไร? ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี การตรวจเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าเราได้รับเชื้อหรือไม่ หากไม่ได้รับเชื้อจะได้รู้สึกสบายใจ แต่หากพบว่าตัวเองเสี่ยงติดเชื้อจะได้สามารถรักษาอาการได้โดยเร็ว โดยกลุ่มคนที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี ได้แก่ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีความเสี่ยง หญิงตั้งครรภ์ ทารกที่คลอดโดยแม่ที่มีความเสี่ยง และ ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขั้นตอนการตรวจเอชไอวี ขั้นตอนที่ 1 หากพบว่าตัวเอง หรือ คนใกล้เคียงมีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี ให้รีบติดต่อโรงพยาบาล หรือ คลินิคนิรนาม เพื่อเข้ารับการตรวจ ขั้นตอนที่ 4 ฟังผลการตรวจ ซึ่งระยะเวลาโดยส่วนใหญ่จะสามารถทราบภายในวันที่เดินทางเข้ารับการตรวจ ขึ้นอยู่กับสถานที่รับการตรวจ ขั้นตอนที่ 5 ในขั้นตอนสุดท้ายทางแพทย์…